chihayafuru

Chihayafuru

เพิ่งดูอนิเมะเรื่อง Chihayafuru ทั้ง 2 ซีซั่นจบไป (รวมทั้งหมด 50 ตอน) นับได้ว่าเป็นอนิเมะที่ดีมากๆ ในใจเราเรื่องหนึ่งทีเดียว อนิเมะเรื่องนี้สร้างจากหนังสือการ์ตูนที่แต่งโดย Yuki Suetsugu (ลิขสิทธิ์ในไทย ฉบับหนังสือการ์ตูนเป็นของ สนพ.บงกช และฉบับอนิเมชั่นเป็นของ ROSE) เป็นการ์ตูนผู้หญิง ว่าด้วยสาวน้อยม.ปลายคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบกีฬา “ไพ่คารุตะ” เป็นชีวิตจิตใจ

ปกติ การ์ตูนแนวกีฬามักจะเป็นการ์ตูนผู้ชาย เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นการ์ตูนกีฬาเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เป็นการ์ตูนผู้หญิง สำหรับเราถือว่าเป็นการ์ตูนกีฬาที่เจ๋งมากๆ นับตั้งแต่เรื่องล่าสุดที่เราดูคือ Yowamushi Pedal โอตาคุน่องเหล็ก ฉบับหนังสือการ์ตูนและอนิเมะเรื่อง Ping Pong The Animation

นอกเหนือจากความเร่าร้อนของการแข่งขันกีฬา และการเผชิญคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจที่แต่ละคนก็มีมิติที่น่าสนใจ ความเด่นที่เพิ่มเข้ามาสำหรับเรื่องนี้ตามสไตล์การ์ตูนผู้หญิงที่ดี คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ทั้งเพื่อนร่วมทีมและความรักระหว่างหนุ่มสาว การกระจายบทบาทน้ำหนักของแต่ละตัวละคร ถือว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมาก มีตอนที่ทำให้เรารู้สึกซึ้งจนน้ำตาไหลหลายครั้ง อาจเป็นข้อดีของฉบับอนิเมะที่สามารถใส่ดนตรีประกอบเข้ามา รวมไปถึงได้ยินการอ่านกลอนไพ่คารุตะ ทำให้เพิ่มความอินเข้ามาอีกเยอะเลยทีเดียว

ต้องชื่นชมคนแต่งเรื่องด้วยนะ ที่สามารถทำให้กีฬาไพ่คารุตะซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าสนใจในสายตาคนทั่วไป ออกมาเป็นการ์ตูนได้สนุกขนาดนี้

หวังว่าคงจะได้ดูซีซั่น 3 ต่อไปนะ ระหว่างนี้คงจะไปหาฉบับหนังสือการ์ตูนมาอ่านก่อน น่าจะดีงามเหมือนกัน แถมปกสวยด้วย (ขอบ่นเล็กน้อย ฉบับไทยเพิ่งถึงเล่ม 10 ฉบับญี่ปุ่นไปเล่ม 26 แล้ว ทำไมมันห่างกันแบบนี้)

movies 2014

ปีนี้ดูหนังโรงมากกว่าปีที่แล้ว แต่ดูหนังแผ่นน้อยกว่าแฮะ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Secret Life of Walter Mitty   B+
2 The Wolf of Wall Street   B
3 Her   B
4 Will You Still Love Me Tomorrow?   B
5 Design & Thinking   B
6 Google & The World Brain   B
7 Urbanized   B+
8 American Dreams In China   A
9 The Lunchbox   B+
10 The Railway Man   B
11 Enemy   B+
12 X-Men: Days of Future Past   B+
13 Edge of Tomorrow   B+
14 Maleficent   B
15 The Wind Rises   B
16 Begin Again   A
17 ฝากไว้..ในกายเธอ   B
18 Third Person   B+
19 Boyhood   B+
20 ตุ๊กแกรักแป้งมาก   A
21 Lucy   B+
22 God Help the Girl   B+
23 Gone Girl   B
24 Whiplash   A
25 Interstellar   B+
26 The Master (2014)   A
27 Magic in the Moonlight   A
28 Sur Real เกมส์พลิก โชคชะตาเล่นตลก รักตาลปัตร   B
29 Saint Laurent   B
30 Finding Vivian Maier   B
31 Stand by Me Doraemon   A

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 A Story of Yonosuke   B+
2 Moteki (2011)   B
3 ประชาธิป’ไทย Paradoxocracy   B+
4 Halfway (2009)   A
5 I Have To Buy New Shoes   B
6 Hidamari no Kanojo   B+
7 Tokyo Family   B
8 City Lights   B
9 Groundhog Day   B+
10 What the Snow Brings   B
11 The Kingdom of Dreams and Madness   B+
12 HImizu (2011)   B
13 The Little House (Chiisai Ouchi)   A
14 Solanin   B+
15 A Muse (Eun Gyo)   C+
16 The Story of a Small Town   A+
17 Eat Drink Man Woman   A
18 So Young   B

ป.ล. ลืมจดซีรีส์กับอนิเมะที่ดูไว้อีกแล้ว เท่าที่ประทับใจมากๆ ที่นึกได้คือซีรีส์ฝรั่ง the newsroom ดูไป 2 ซีซั่นแล้ว ติดหนึบเลย ซีรีส์ญี่ปุ่น shinya shokudo (ภัตตาคารเที่ยงคืน) ก็ดีงามมาก ออกมา 3 ซีซั่นละ แต่เรายังดูไม่จบ ค่อยๆ ดูตอนกินข้าว 555 มินิซีรีส์ญี่ปุ่น pan to soup to neko biyori (ขนมปัง กับซุป และอากาศวันแมว) ก็ถือว่าอบอุ่น เรียบง่าย เข้าทางเรามาก ส่วนซีรีส์อนิเมะดูน้อยมาก ที่ชอบที่สุดก็คือ ping pong the animation งานของมหาเทพ masaaki yuasa ปีนี้คงต้องจดสองประเภทนี้เอาไว้ด้วย ใครสนใจเรื่องไหนก็ถามมาได้นะ เดี๋ยวจะบอกแหล่งหาดูให้ 🙂

กรุงเทพ มาราธอน 2557

Bangkok Marathon 2014

ปีนี้ลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 km ในงาน “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพมาราธอน 2557” เป็นปีที่สอง ก่อนหน้านี้วิ่งมินิมาราธอน 10 km มาตลอด คราวนี้เราแทบไม่ได้ฝึกซ้อมเลย แถมมาวิ่งคนเดียว ไม่ได้มีเพื่อนๆ มาวิ่งด้วยกันเหมือนทุกทีอีก

ตอนวิ่งคราวนี้ ช่วงครึ่งแรกรู้สึกได้ว่าเราวิ่งดีมาก วิ่งได้แป๊บเดียวก็มาถึงจุดกลับตัวแล้ว ทั้งๆ ที่ปีที่แล้วจะรู้สึกเหนื่อยกว่านี้ตอนมาถึงจุดกลับตัว ครั้งนี้ตรงจุดหยุดพักกินน้ำ 3-4 จุดแรก เราไม่ได้เดินพักเลย คว้าน้ำกินแล้วก็วิ่งต่อไปทันที (บางจุดก็ทำซ่า วิ่งผ่านไปเลยไม่กินน้ำ) ช่วงนั้นจำได้ว่าตาเรามองแต่ถนนระยะไปข้างหน้าแค่ 2-3 เก้าเท่านั้น แทบไม่ได้มองวิวทิวทัศน์ข้างทางเลย ตอนถึงสะพานพระรามแปด ถ้าเป็นการวิ่งฮาล์ฟรวมไปถึงมินิครั้งก่อนๆ เราจะเริ่มเหนื่อย และหยุดเดินแล้ว แต่ปีนี้ก็วิ่งได้สบายๆ ตอนนั้นนี่ย่ามใจมากว่าเราวิ่งได้ดี เมื่อเทียบกับตัวเองสมัยก่อน…

อย่างไรก็ตาม ความซ่าที่ไม่ค่อยได้ซ้อมก็มาออกฤทธิ์ตรงแถวพระบรมรูปทรงม้า เราเริ่มเหนื่อยและวิ่งช้าลง จนกระทั่งมาเหนื่อยมากๆ แถวท่าพระอาทิตย์ จำได้ว่าตอนนั้นนอกจากเหนื่อยแล้วยังหิวน้ำมากกก คอแห้งเป็นผงเลย ใจก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดให้น้ำซะที ถ้าพกตังค์มาคงจะหลบไปซื้อน้ำข้างทางแล้ว แต่มันไม่ได้พกมาไง ก็เลยต้องวิ่งอย่างทรมานต่อไป พอถึงจุดให้น้ำที่แถมแตงโมด้วยนี่รู้สึกว่าสวรรค์มาโปรด เป็นแตงโมที่พาเราให้ฟื้นจากขุมนรกเลยล่ะ 😀

แต่ในที่สุด ไม่ว่าจะกินแตงโมหรือน้ำมาแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมก็มาแสดงอาการชัดตอนถึงแถวท่าพระจันทร์ ขาทั้งสองข้างมันพร้อมจะเป็นตะคริวได้ทุกเมื่อ ร่างกายเหมือนจะหน้ามืด พร้อมจะเป็นลมได้จริงๆ ตอนนั้นเราเข้าใจอารมณ์คนที่หมดพลังเลย ทุกทีตอนวิ่งครั้งก่อนๆ ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกหมดแรงและเกือบจะเป็นตะคริวแบบนี้ ครั้งนี้ร่างกายเรามันแย่จริงๆ 😦

ใจตอนนั้นคิดถึงคำที่นักวิ่งหลายคนบอกว่า รักษาตัวอย่าให้ร่างกายบาดเจ็บ จะได้สามารถวิ่งได้ครั้งต่อไปดีกว่า เราเลยตัดสินใจค่อยๆ เดินแทน มองดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า มองดูคนวิ่งผ่านเราไปทีละคนสองคน มองวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังยามเช้า เดินจนรู้สึกหายเหนื่อย พอจะเริ่มวิ่ง ขาทั้งสองข้างมันก็เตือนเราว่า ครั้งนี้อย่าซ่าเลย แล้วก็ทำท่าจะเป็นตะคริวอีก เราก็เลยเชื่อฟังขา กลับมาเดินต่อ 🙂

ระหว่างทางที่เราเดินเข้าเส้นชัย มีนักวิ่งคนหนึ่งวิ่งผ่านเราไปแล้วก็บอกเราว่า “สู้ๆ” กีฬาวิ่งนี้มันแปลกดีแฮะ ผู้เข้าร่วมแข่งขันคอยให้กำลังใจกัน ทุกคนแข่งกับตัวเองทั้งนั้น เพื่อนร่วมสนามต่างก็คอยให้กำลังใจในการสู้กับตัวเอง ช่างเป็นกีฬาที่มีน้ำใจต่อกันมากเหลือเกิน

ตอนเดินเราก็คิดไปว่า การวิ่งครั้งนี้มันสอนเราเหมือนกันนะ ทั้งเป็นบทเรียนให้เห็นผลของการฝึกซ้อมน้อย และที่สำคัญมันทำให้เราได้ลิ้มรส ความรู้สึกฮึกเหิมที่วิ่งได้ดีช่วงต้นและรู้สึกปล่อยวางที่วิ่งได้แย่ช่วงปลาย นึกไปก็คงคล้ายกับชีวิตคนเราที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง การทำจิตใจให้พร้อมรับสถานการณ์ที่รุ่งโรจน์และร่วงโรยคงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เมื่อตอนขาขึ้นก็อย่าได้ย่ามใจว่าเราจะอยู่จุดนี้ตลอด ลิ้มรสความสำเร็จแต่พอดีโดยไม่ลำพอง และเมื่อตอนขาลงก็เข้าใจมัน ปรับตัวถนอมตัวโดยวางใจให้ไม่ขัดแย้งกับมัน การวิ่งครั้งนี้มันเตือนเราให้เห็นทั้ง 2 ช่วงเวลาจริงๆ

พอวิ่งจบและพักหายเหนื่อยแล้ว เราก็ดูนักวิ่งคนอื่นๆ วิ่งเข้าเส้นชัยต่อ มีคนหลากหลายแบบเหลือเกิน ทั้งคนที่วิ่งเข้าสบายๆ คนที่เดินเข้าเส้นชัยแบบหมดพลัง (รวมถึงเราด้วย) คนที่บาดเจ็บและมีเพื่อนๆ ประคองเข้าเส้นชัย (พี่ตูน บอดี้แสลมเป็นต้น) คู่รักที่จูงมือกัน พ่อที่อุ้มลูกเล็กๆ ก๊วนขนาดใหญ่ที่คอยวิ่งพูดให้กำลังใจสมาชิกหน้าใหม่ ฯลฯ ดูภาพเหล่านี้มันประทับใจเราดี

เพราะเสน่ห์แบบนี้ล่ะมั้ง เราเลยตัดสินใจมาวิ่งครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ซ้อมน้อยก็ตาม 🙂

ป.ล. ตอนเรานั่งดูคนวิ่งเข้าเส้นชัย ข้างเรามีลุงคนหนึ่งวิ่งฟูลมาราธอนเสร็จแล้วนั่งพักด้วย  จู่ๆ แกก็เป็นตะคริว เราก็เลยช่วยแกจับแข้งขาไว้ พอแกหายก็เลยนั่งคุยกันพร้อมกับนั่งให้กำลังใจนักวิ่งคนอื่นที่กำลังวิ่งเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่งดงามจัง…

เสียงดนตรีกับการวิ่ง

lumpini-park-library

วันนี้ออกไปวิ่งที่สวนลุมพินีตั้งแต่ตอนบ่ายสาม ไปถึงก็แวะอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชนของสวนลุมฯ คนนั่งอ่านหนังสือกันเต็มไปหมดเลย เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจแทนผู้เกี่ยวข้อง 🙂 รอจนห้องสมุดปิดตอนห้าโมงเย็นค่อยออกมาวิ่ง

คราวนี้กะจะวิ่งซัก 5 รอบใหญ่ ระยะทางประมาณ 12 km ปกติระหว่างวิ่งเราก็จะฟังเพลงไปด้วย วันนี้เลือกเพลงของเจ๊ Misia อัลบั้ม Kiss in the Sky หลังจากไม่ได้เพลงของแกมานานแล้ว เสียงเพลงยังคงมีพลังให้ฮึกเหิมดี

ระหว่างที่วิ่งไปจนถึงรอบที่ 2 กว่าๆ เราก็เริ่มเหนื่อยซะแล้ว พูดถึงการวิ่งออกกำลังกายแบบนี้มันดีอย่างหนึ่ง คือได้อยู่กับตนเองอย่างแท้จริง อยู่กับความคิด ไม่ก็อยู่กับความรู้สึก(เหนื่อย) สลับกันไป ถือเป็นการคลายเครียดที่เราชอบทีเดียว ตอนนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าแล้ว แสงอาทิตย์ลับไป เหลือแต่แสงจากเสาไฟข้างทางเป็นระยะ ตอนนั้นเพลงดำเนินถึง track 12 果てなく続くストーリー “Never Ending Story” มันเป็นเพลงที่เราฟังแล้วให้ความรู้สึกดราม่ามาก ฟังท่อน intro ไปพร้อมๆ กับอาการเหนื่อย แล้วยังถูกคนรอบข้างแซงไปเรื่อยๆ อีก เสียงเพลงประกอบการวิ่งในอารมณ์นั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราสุดท้ายก็เป็นการเดินทางเพียงลำพังที่มีผู้คนผ่านเข้ามาและออกไป เห็นเงาตัวเราเองพาดถนนผ่านซ้ำไปซ้ำมาเมื่อก้าววิ่งไปแต่ละครั้งที่ผ่านเสาไฟ แต่ตอนนั้นแทนที่จะหมดแรง เรากลับวิ่งด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเพลงเข้าสู่ท่อนเกือบท้าย มันเร้าอารมณ์ให้นึกว่าตนเองเป็นเทียนที่เปล่งแสงสุกสว่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะดับลงไป เราก็ฮึดวิ่งแซงคนข้างๆ คนแล้วคนเล่า (แต่เราโดนแซงหนึ่งคนโดยฝรั่งที่วิ่งเร็วเหลือเกิน 55) และเมื่อถึงท่อนสุดท้ายฟินาเล่ เจ๊ Misia ก็แผดร้องท่ามกลาง background เสียงวงคอรัสที่ร้องประสาน ก่อนที่จะแผ่วเบาเหมือนเทียนที่ดับแสงในที่สุด ในตอนนั้นเราที่หมดแรงแล้วก็หยุดวิ่งไปด้วยเช่นกัน…

พอได้เดินพัก ร่างกายที่เย็นลง ใจที่เย็นลง ก็คิดได้ว่าเมื่อกี้คงเป็นเหมือนกับจุดสูงสุดของชีวิตคน ที่หลายคนหวังให้มีช่วงรุ่งโรจน์ด้วยพลังแห่งความทะเยอทะยานแบบนั้นแหละ เป็นแรงผลักแห่งความเศร้า ความรุนแรง เป็นแรงผลักจากด้านลบหน่อยๆ แต่หลังจากนั้นล่ะ ชีวิตมันก็ต้องมีขาลงเป็นธรรมดา เมื่อขาลงแล้วแต่ชีวิตก็ยังไม่จบสิ้น โลกยังไม่แตก เราก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไปนี่นา

ในอัลบั้ม Kiss in the Sky ไม่ได้จบลงอย่างเกรี้ยวกราดที่ track 12 ยังคงมี track หลังจากนี้อีก เมื่อ track 13 “Shining Star” และ track 14 太陽がいるから, “Because There’s the Sun” เล่นต่อมา เพลงจังหวะสนุกๆ พวกนี้มันก็ทำให้เรามองภาพการวิ่งเดิมในมุมที่ต่างออกไป ผู้คนที่เข้ามาและจากไปในเส้นทางวิ่ง รวมไปถึงเส้นทางชีวิต มันก็มีสีสันคุณค่า ณ ช่วงเวลานั้นๆ เช่นกัน อย่างน้องผู้หญิงเสื้อฟ้าหางม้า ที่วิ่งช้าๆ เรื่อยๆ ข้างหน้าเราตอนนี้ เธอวิ่งไปด้วยหางม้าก็สะบัดไปด้วยมันก็ดูเพลินตาดี เมื่อกี้เราวิ่งแซงเธอใน track 12 พอเราหยุดเดินเธอผู้ที่วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก ก็กลับมาแซงเราใหม่ หรือพอมองไปที่ม้านั่งข้างทางก็มีคู่สามีภรรยาชนชาติแขกที่อายุเยอะแล้วนั่งพักอยู่ ภรรยาก็นั่งอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ ส่วนสามีก็นอนหลับหนุนตักเมียสบายใจเฉิบ ^^ ภาพของคนรอบข้างที่เราเห็นตอนวิ่งช้าๆ เหล่านี้ มันก็สร้างความเพลิดเพลินให้เราไม่แพ้ความรู้สึกดราม่าฮึกเหิมที่วิ่งเมื่อกี้เลย การวิ่งเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่มองโลกบวกมันก็ทำให้เราวิ่งผ่านรอบที่ 4 ไปได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยมาก

จนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย อัลบั้มของ Misia จบไปแล้ว เราเปลี่ยนไปฟังเพลงสบายๆ ของเจ๊ Olivia Ong แทน จนเมื่อเพลง 如燕 ดังขึ้นมา เพลงซึ้งๆ ช้าๆ งดงามเพลงนี้ มันก็กระตุ้นให้เราเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา 3,4 รอบ เพลงซึ้งๆ แบบนี้แหละเหมาะสำหรับเป็นบทสรุปในเส้นทางวิ่ง 5 รอบของเราในวันนี้ 🙂

ตลกดีนะ วิ่งไป ฟังเพลงไป จิตใจมันจะคิดฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้ อยากจดบันทึกเอาไว้หน่อยว่าช่วงเวลานั้นเราคิดอะไรบ้าง ใจมนุษย์นี่มันคิดโน่นนี่ แส่ส่ายไปรับเอาเรื่องต่างๆ มาคิด นึก ปรุงแต่ง จริงๆ พอได้ลองมาสังเกตและจดไว้บ้างก็ไม่เลว 😀

กำลังใจ

ระหว่างที่เราวิ่งในงานมิซูโน แม่น้ำแคว ฮาล์ฟมาราธอนนานาชาติ 2557 หลังจากผ่านจุดกลับตัว แวะกินแตงโมและน้ำดื่มเกลือแร่ สงสัยจะกินเยอะไปหน่อยเลยรู้สึกปวดท้อง ทำให้กำลังกายในการวิ่งกลับเข้าสู่เส้นชัยลดลงไปเยอะทีเดียว บวกกับเวลาตอนนั้นก็แปดโมงกว่าแล้ว แดดก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างที่เรากำลังวิ่งขึ้นเนินอย่างอ่อนแรงนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยให้กำลังใจกันด้านหลัง เราไม่ได้เอะใจอะไร ทันใดนั้นก็มีนักวิ่งสองคนเจ้าของเสียงพูดคุยด้านหลังวิ่งแซงหน้าเราไป พร้อมกับพูดว่าเราว่า “เยี่ยมมากน้อง” นักวิ่งสองคนนั้นยังคงวิ่งฉิวไปข้างหน้าพร้อมกับให้กำลังใจผู้คนที่พวกเขาวิ่งผ่านไป…

สองข้างทางวิ่ง มีชาวบ้านละแวกนั้นมามุงดูพวกนักวิ่งอยู่เป็นระยะๆ แต่ที่เราประทับใจคือเด็กสาวน้อยวัยประถมใส่ชุดกระโปรงสีแดง นั่งอยู่ที่เพิงร้านขายผักผลไม้ข้างถนน ไม่รู้ผู้ใหญ่หายไปไหน มีแต่เด็กน้อยนั่งอยู่คนเดียว แกก็นั่งปรบมือให้นักวิ่งที่วิ่งผ่านไปอยู่เรื่อยๆ ดูน่ารักดี

อีกกลุ่มที่เจอคือกลุ่มเด็กประถมชายหญิงสี่ห้าคน ท่าทางจะดูซนไม่น้อย คอยยื่นมือแปะกับเหล่านักวิ่งเพื่อส่งพลังให้พวกเรา เราก็สนุกไปกลับกลุ่มเด็กพวกนี้ ส่งมือไปแปะรับพลังมาด้วย…

ตรงจุดให้น้ำสุดท้ายก่อนจะเข้าเส้นชัยอีกประมาณสองกิโล สภาพเราถือว่าใกล้หมดแรงเต็มที น้องผู้หญิงอาสาสมัครคนหนึ่งที่จุดให้น้ำคงจะสังเกตเห็นอาการเรา เลยบอกกับเราว่า “สู้ๆ ค่ะพี่ ใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว”…

กำลังใจนี่เป็นของมหัศจรรย์นะ แม้จะมาจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน แต่ถ้ามันมาในจังหวะที่เหมาะสม มาในช่วงที่เราหมดพลัง มันก็ช่วยให้เรากลับมามองตรงเส้นทางข้างหน้า ยิ้มสู้ และเริ่มออกวิ่งต่อไป 🙂

ping pong the animation

pingpong-the-animation

masaaki yuasa ยังคงเป็นผู้กำกับอนิเมะในดวงใจเราอยู่เสมอ หลังจากห่างหายกับงานเรื่องยาวชิ้นก่อนหน้าของแก the tatami galaxy ก็มีอนิเมะสั้น kick-heart ที่ไประดมทุนใน kickstarter ให้ดูแก้คิดถึงเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้แกกลับมาอีกครั้งกับการเอาการ์ตูนดังของอาจารย์ taiyou matsumoto มาทำเป็นอนิเมะ (เรื่องนี้เคยดัดแปลงเป็นหนังคนแสดง ชื่อ “pingpong ตบสนั่นวันหัวใจไม่ยอมแพ้” สนุกใช้ได้เลยทีเดียว) ผลลัพธ์คือ กลายเป็นอนิเมะชิ้นที่เราประทับใจมากที่สุดในปีนี้เลยทีเดียว ไม่เสียแรงที่เป็นแฟนคลับ 🙂

ใครที่เคยดูการ์ตูนกีฬา ลองนึกดูว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของการ์ตูนสายนี้จะมุ่งเน้นไปที่การแพ้ชนะเกมกีฬาของตัวเอก แต่เรื่องนี้มันขยายขอบเขตให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจของตัวละครอื่นๆ ที่อยู่รายล้อมตัวเอกด้วย ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกชอบการ์ตูนกีฬาลักษณะนี้มากๆ (การ์ตูนกีฬาอีกเรื่องที่ให้บทบาทตัวละครแวดล้อมอื่นๆ ได้ดีคือ โอตาคุ น่องเหล็ก) เวลาเราดูทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันมีเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวละครที่เป็นนักกีฬามีพรสวรรค์แต่ประมาทเกินไปจนต้องรับบทเรียนที่เจ็บปวด ตัวละครที่ไม่ได้เล่นปิงปองเพื่อเรื่องแพ้ชนะแต่เล่นปิงปองเพื่อตามหา “ฮีโร่” ตัวละครที่เป็นนักกีฬาจากจีนซึ่งหลุดจากตัวทีมชาติและต้องการพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง ตัวละครที่มีความพยายามแต่กลับไม่มีพรสวรรค์ ตัวละครที่อยู่บนจุดสูงสุดซึ่งต้องแบกรับความกดดันต่างๆ มากมาย…

สิ่งหนึ่งที่ yuasa ทำได้ดีตลอดมาคือเรื่องการใช้ดนตรีประกอบ การใช้เพลงประกอบเพื่อเร่งเร้าความตื่นเต้นในการแข่งขัน หรือใช้เพลงประกอบเพื่อให้เราอินไปกับความคิดของตัวละครต่างๆ เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก ปกติ yuasa จะมีสไตล์การทำอนิเมะที่ค่อนข้างฉูดฉาด (เนื้อเรื่องก็ติสต์ใช้ได้) เมื่อมาจับคู่กับเรื่องที่มีบทดีอยู่แล้ว ทำให้ ping pong the animation เป็นผลงานที่มีส่วนผสมที่ลงตัวมาก คือมีเนื้อเรื่องดีที่คนในระดับวงกว้างน่าจะเข้าถึงได้ และมีความสร้างสรรค์ในเรื่องลายเส้นกับการนำเสนอที่แตกต่างจากอนิเมะเรื่องอื่นที่ฉายกันทั่วไป (บางคนอาจว่าแกลายเส้นห่วยไม่สวย แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นเอกลักษณ์ดี และคิดว่ามันเป็นลายเส้นที่เกิดจากความตั้งใจให้เป็นแบบนี้)

อีกเรื่องที่น่าดีใจคือ ในที่สุดงานของ yuasa ก็มีลิขสิทธิ์ในไทยซะที เราเองก็ดูจาก dexchannel หวังว่างานของแกจะได้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างในไทยบ้างนะ ^^

สนิทใจ

osho-intimacy

เพิ่งอ่านหนังสือ สนิทใจ : สุดทางแห่งความหวาดระแวง ของ OSHO จบ เราขอยกให้เป็นหนังสือของ OSHO ที่ประทับใจเราที่สุดตั้งแต่อ่านมาเลย (ยังมีอีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน อาจมีการเปลี่ยนแปลงอันดับภายหลังได้ 55) เราคิดว่า “ความสนิทใจ” หรือการยินดีเผยความรู้สึกจากส่วนลึกที่สุดและความเปราะบางอ่อนไหวออกมาด้วยความไว้วางใจต่อผู้อื่น ถึงที่สุดมันก็เข้าไปสู่หลักการละวางตัวตนหรือการยึดถือตัวตนของศาสนาพุทธนี่แหละ ยิ่งคนชั้นกลางอย่างเราที่ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่นอีกมากมายยิ่งต้องระวังตรงจุดนี้ ถ้าเผลอเมื่อไหร่ความยึดถือตัวเองว่าเราแน่มันก็จะปรากฎออกมาอยู่เรื่อยๆ

ขอยกตัวอย่างบางข้อความหนังสือมาโพสต์ไว้เตือนใจตนเอง และอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่แวะมาอ่านนะ 🙂

อะไรคือคำตอบที่แท้จริงของการมีชีวิตอย่างสนิทใจ

การจะรู้จักโลกแห่งโลกแห่งการดำรงอยู่นั้น ท่านต้องมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่เสียก่อน แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความคิด มีชีวิตอยู่ในอดีต มีชีวิตอยู่ในอนาคต แต่ไม่เคยมีชีวิตอยู่ที่นี่เลย โลกแห่งการดำรงอยู่คือที่นี่ ณ ขณะนี้ ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นคำถามจึงเกิดขึ้น คำถามเกิดขึ้นเพราะท่านไม่ได้บรรจบกับโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านคิดว่าท่านมีชีวิตอยู่ แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ ท่านคิดว่าท่านรัก แต่ท่านไม่ได้รัก ท่านเพียงแค่คิดเรื่องความรัก คิดเรื่องชีวิตและคิดเรื่องโลกแห่งการดำรงอยู่เท่านั้น และการคิดนั่นแหละที่เป็นคำถาม เป็นอุปสรรคกั้นขวาง จงละวางความคิดทั้งหลายลง แล้วท่านก็จะเห็นว่าไม่มีคำถามเลยสักคำถามเดียว โลกแห่งการดำรงอยู่มีแต่คำตอบเท่านั้น

นั่นจึงทำให้ข้าพเจ้ายืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่อาจนำมาซึ่งคำตอบได้ แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่ได้เป็นไปเพื่อให้คำถามได้รับคำตอบ การแสวงหาเพียงแค่ทำให้ท่านละวางคำถาม มองชีวิตและโลกแห่งการดำลงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม และนั่นคือความหมายของความศรัทธาหรือความไว้วางใจ เวลาที่ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม ท่านจะได้พบกับมิติที่ลุ่มลึกที่สุดของความศรัทธาหรือว่าความไว้วางใจนั่นเอง

ท่านเพียงแค่มอง ท่านไม่ได้คิดว่าจะต้องมองอย่างไร ท่านไม่ได้กำหนดรูปแบบใดๆ ท่านไม่มีอคติใดๆ ท่านเพียงแค่มองด้วยตาเปล่าซึ่งไม่ได้ถูกบดบังด้วยความคิด ปรัชญา หรือความเชื่อจากศาสนาใดๆ ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยสายตาของเด็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็มีแต่คำตอบเท่านั้นที่ปรากฏ…