แนะนำการใช้งาน goodreads.com

ใน facebook ของเรา ส่วนใหญ่มักจะมีคนรีวิวหนังภาพยนตร์มาโผล่ใน feed บ่อยๆ  ซึ่งมีประโยชน์มากในการเลือกหาหนังมาดู นานๆ ถึงจะมีคนรีวิวหนังสือโผล่มา คงเป็นเพราะหนังสือใช้เวลาในการอ่านจนจบนานกว่าหนัง แต่ระยะหลังนี้รู้สึกว่าจะมีคนรีวิวหนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังจบงานสัปดาห์หนังสือ) เราเองเลยอยากจะรีวิวหนังสือลงใน facebook บ้าง เมื่อก่อนเคยเขียนลงใน blog แต่ตอนนี้กระแสโซเชียลค่อนข้างมาแรงและมีเว็บโซเชียลสำหรับหนังสือที่น่าสนใจ คือ goodreads.com เพราะสามารถเชื่อมต่อกับ facebook ได้ด้วย เวลาสมัครก็ใช้บัญชี facebook ได้เลย และเมื่อแสดงความเห็นต่อหนังสือแล้วก็จะโชว์ในสเตตัสบน facebook ด้วย เราเลยคิดจะเขียนลงที่เว็บนี้ จะได้เป็นการรวบรวมฐานข้อมูลไว้ทีเดียว น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่จะมาอ่านทีหลังมากกว่า


การใช้งาน goodreads ที่จะแนะนำในโพสนี้ขอแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่คือ 1.การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ 2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล 3.การรีวิวหนังสือ

1. การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ

ก่อนอื่นก็ต้องค้นหาหนังสือก่อนว่าเล่มไหนที่เราสนใจ ซึ่งช่องค้นหา สามารถกรอกได้ทั้ง ชื่อเรื่อง ชื่อคนแต่ง เลข ISBN (ถ้าหาด้วยชื่อเรื่องหรือคนแต่งไม่เจอ ให้ลองหาด้วยเลข ISBN ดู เราเจอหลายเล่มที่สุดท้ายต้องหาจาก ISBN เอา อาจเป็นเพราะระบบยังรองรับการค้นหาด้วยภาษาไทยไม่ค่อยดี)

เมื่อเจอเล่มที่ต้องการแล้ว (หากลองค้นหาด้วยเลข ISBN แล้วยังไม่เจอ แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มในฐานข้อมูล ให้ดูวิธีเพิ่มในข้อ 2.) ใต้รูปปกจะมีสถานะ 3 อย่างในเลือก โดยแต่ละอย่างจะมีความหมายดังนี้

goodreads-1

  • Read : แปลว่า อ่านจบแล้ว เราสามารถให้คะแนนเป็นดาว รวมถึงเขียนรีวิวได้ วิธีรีวิวให้ดูในข้อ 3.
  • Currently Reading : แปลว่า ตอนนี้กำลังอ่านเล่มนี้อยู่ ถ้าตอนนี้เรากำลังอ่านหลายเล่มหรือชอบอ่านแล้วดอง ก็จะมีสถานะนี้อยู่เยอะ
  • Want to Read (หรือ to-read) : แปลว่า อยากอ่านเล่มนี้จัง เอาไว้จดเป็น wish list หนังสือที่อยากหามาอ่าน

2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล

ในกรณีที่ลองค้นหาหนังสือแล้วไม่เจอซักที แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูลระบบ (ส่วนใหญ่มักเป็นหนังสือภาษาไทย) แม้ไม่ใช่เจ้าของหนังสือหรือสำนักพิมพ์ก็สามารถเพิ่มข้อมูลหนังสือเข้าไปเองได้ โดยมีวิธีเพิ่มง่ายๆ ดังนี้

goodreads-2

2.1 ในหน้าค้นหา กดไปที่ปุ่ม “Still can’t find the book? Add a new record”

2.2 ในหน้ากรอกฐานข้อมูลหนังสือใหม่ ฐานที่ข้อที่จำเป็นต้องกรอกคือ title ,sort by title และ author แต่เราแนะนำให้กรอกเลข ISBN และรูปปกหนังสือด้วย ส่วนฐานข้อมูลอื่นๆ ก็แล้วแต่ จะกรอกเพิ่มได้

goodreads-3

2.3 title คือ ชื่อหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือที่มีหลายเล่ม ก็วงเล็บแล้วก็บอกว่าเป็นเล่มไหนในชื่อชุดหนังสือ เช่น Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (Harry Potter, #1) หรือ Ranma ½, Vol. 1 (Ranma ½, #1)

2.4 sort by title ถ้าชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อเดียวกับ title เลย  ข้อนี้เอาไว้สำหรับภาษาอังกฤษที่จะมีคำพวก The ข้างหน้าชื่อหนังสือ เค้าจะเอาไปไว้ด้านหลัง เมื่อเรียงแล้วจะได้ไม่งง เช่น tltle เป็น The Da Vinci Code ตรง sort by title ก็จะเป็น Da Vinci Code, The

2.5 author คือ ชื่อคนเขียนหนังสือ เราสามารถกด Add new author กรณีมีคนเขียนหลายคน หรือจะใส่ชื่อคนแปลก็ได้ โดยตรงช่อง role ด้านหลังชื่อคนแปลก็ให้ใส่ว่า Translator

2.6 isbn คือ ชื่อรหัสหนังสือ โดยทั่วไปหนังสือทุกเล่มบนโลกมักจะมีเลขนี้อยู่เสมอ ควรใส่ลงไปจะได้ค้นหาได้ง่าย

2.7 รูปปกหนังสือ ก็ไปค้นรูปจาก google มาแล้วก็ใส่ใน Add a cover image for this book. ก็กดตรงปุ่ม Browse…

2.8 ในกรณีหนังสือภาษาไทย edition language ควรเลือกเป็น Thai ด้วย

2.9 เลื่อนลงมาด้านล่างสุด กดปุ่ม Create book

2.10 จะขึ้นหน้ารีวิวหนังสือเล่มที่เราเพิ่มในฐานข้อมูลขึ้นมา ถ้าเรายังอ่านไม่จบก็ยังไม่ต้องให้ดาวให้คอมเม้นท์ และเลือก Bookshelves/Tags เป็น currently-reading (กำลังอ่าน) หรือ to-read (อยากอ่าน) แล้วก็กด save แต่ถ้าเราอ่านจบแล้วก็เลือก read พร้อมกับรีวิวหนังสือตามข้อ 3.

3.การรีวิวหนังสือ

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว โดยกดสถานะเป็น Read เราสามารถให้คะแนน (สูงสุด 5 ดาว) รวมถึงเขียนสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ได้ เมื่อเขียนเสร็จก็สามารถจะกด share ให้ปรากฏใน facebook status ของเราได้ คนที่เล่น goodreads ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ก็จะสามารถดูคะแนนและรีวิวของคนที่อ่านจบแล้วได้รวมถึงรีวิวของเราด้วย อย่าลืมกรอกว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบวันไหน


จริง goodreads ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ เช่น สามารถเพิ่มเพื่อนที่เล่น goodreads ได้ (ถ้า facebook เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วน่าจะเพิ่มให้อัตโนมัตินะ) พอเพื่อนอ่านหนังสืออะไรก็จะโชว์ให้เราเห็น สามารถแนะนำหนังสือให้กัน กด like หรือ comment การรีวิวหนังสือได้

หวังว่าโพสนี้คงจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนที่อ่านหนังสือมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้นนะ 🙂

ป.ล. goodreads มีกิจกรรม 2015 Reading Challenge ท้าให้คนอ่านหนังสือด้วย โดยให้กำหนดเป้าหมายว่าปีนี้จะอ่านหนังสือให้จบกี่เล่ม เราตั้งไว้ 24 เล่ม ปลายปีลงมาดูสิว่าจะสำเร็จมั้ย ใครอยากรู้ว่าเราอ่านอะไรบ้างก็ลองมาดูได้ที่ลิงก์ goodreads ของเรา จ้า

ซิมอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินสำหรับคนใช้น้อย

เราเพิ่งเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนช่วงต้นเดือน เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา จากที่แต่เดิมใช้มือถือเพื่อการโทร ส่ง SMS ฟังเพลง ลงปฏิทิน และจดบันทึกสั้นๆ เมื่อเครื่องเก่า BlackBerry Curve 8520 มีปัญหาบ่อยๆ เลยคิดว่าถึงเวลาเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทโฟน ใช้ 3G ตามยุคสมัยได้แล้ว

สมาร์ทโฟนที่เราเลือกคือ moto g รุ่น 2 ซิม ราคาไม่แพงมากเกินไป หน้าจอไม่ใหญ่เกินไป พอใจมาก สิ่งหนึ่งที่เราคิดนานว่าจะซื้อสมาร์ทโฟนดีมั้ย คือการรู้สึกว่าค่าอินเทอร์เน็ตผ่านซิมมือถือตอนนี้ราคามันค่อนข้างแพงอยู่ เมื่อซื้อสมาร์ทโฟนมา ถ้าอยากใช้ให้คุ้มก็ต้องเตรียมใจรับค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มด้วย หลังจากคิดหลายตลบก็คิดว่า เลือกใช้มือถือแบบ 2 ซิมดีกว่า ซิมหนึ่งใช้โทร อีกซิมใช้เล่นอินเทอร์เน็ต น่าจะเข้าท่าดี

แต่ไหนแต่ไรเราจะใช้ซิมแบบเติมเงิน เพราะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า และขี้เกียจไปจ่ายเงินรายเดือนที่ศูนย์ โดยโปรโมชันการโทรแบบเติมเงินสำหรับเราที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุด คือ โปรโทรคุ้มทุกเครือข่ายของ dtac โทรทุกช่วงเวลาก็คิด 0.55 บาทต่อนาที ไม่รวม VAT (ค่ายอื่นรู้สึกว่าจะมีโปรโมชันคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน) ข้อเสียคือโปรนี้คือ ถ้าเอาไปใช้งานแบบอื่นนอกจากการโทรจะถือว่าแพงมาก ทั้งค่า sms ครั้งละ 3 บาท และค่าอินเทอร์เน็ตคิดเป็นนาที ซึ่งเราคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมเพราะอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือความเร็วไม่ได้คงที่ การคิดเป็นนาทีถ้าเกิดอยู่ในช่วงที่ความเร็วมันช้าเราจะเสียเปรียบ อีกทั้งยังตรวจสอบตอนใช้ยากว่าเราใช้ไปกี่นาทีแล้ว

ดังนั้นเราเลยเอาซิม dtac ไว้ใช้โทรและรับสายอย่างเดียว ส่วนซิมสำหรับอินเทอร์เน็ตจะลองหาค่ายอื่นๆ (นี่แหละ ข้อดีของมือถือ 2 ซิม)

ลองสำรวจตลาดการใช้ซิมอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงิน พบว่ามันมีที่ทางน้อยสำหรับคนที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตต่อเดือนไม่มากนัก ส่วนตัวเราคิดว่าเราคงไม่เล่นเน็ตผ่านมือถือมากเพราะอยู่ที่บ้านและที่ทำงานก็ใช้ Wi-Fi ได้ ช่วงเวลานอกบ้านก็คงเช็ค line facebook twitter instagram บ้างแค่บางครั้ง ไม่อยากก้มหน้ามองมือถือตลอดเวลา 555

จากที่สำรวจพบว่า ซิมเติมเงินแต่ละเจ้าส่วนใหญ่จะต้องจ่ายรายเดือนสำหรับบริการอินเทอร์เน็ตขั้นต่ำประมาณ 200 บาท ซึ่งเราคิดว่าแพงเกินไป หลังจากสำรวจไปมา ก็พบว่าทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับเราก็คือ พวกซิมอินเทอร์เน็ตของ TOT รวมไปถึง MVNO ของ TOT

ข้อดีอย่างหนึ่งของโครงข่ายของ TOT คือความเร็วค่อนข้างสูง (อาจเป็นเพราะมีผู้ใช้ไม่มาก เลยไม่แย่งความเร็วกัน) พื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่เรามักเดินทางไป ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็จะรับสัญญาณได้แล้ว (อาจมีตรงเซ็นทรัลเวิลด์บางจุดที่ไม่มีสัญญาณ ซึ่งเป็นห้างที่เราไปเดินบ่อยๆ) แต่ถ้าใครที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอาจไม่เหมาะ

เมื่อลองดูโปรโมชันต่างๆ สุดท้ายเราก็เลือกใช้  “โปรโมชัน magic99 ของค่าย MOJO3G” ซึ่งเป็นหนึ่งใน MVNO ของ TOT

ข้อดีข้อที่ 1 คือ ขั้นต่ำที่เราต้องจ่ายต่อเดือน (30 วัน) คือ 100 บาท เท่านั้น

ข้อดีข้อที่ 2 คือ อัตราค่าอินเทอร์เน็ตเพียง 0.20 บาท ต่อ MB เท่านั้น ซึ่งเทียบกับค่ายอื่นที่คิดเป็น MB เหมือนกันก็ถูกกว่ามาก (เอาไปโทรก็ได้นะ ถ้าเอาไปโทรก็ราคา 0.99 บาทต่อนาที)

ข้อดีข้อที่ 3 คือ มีโปรโมชันที่เติมเงินแล้วจะได้โบนัสเพิ่ม เช่น เติมเงิน 500 บาท ถ้าตามปกติก็จะได้เงิน 500 บาท (เล่นเน็ตได้ 500/0.20 = 2500 MB และได้วัน 150 วัน) แต่ค่ายนี้กลับให้โบนัสเพิ่มอีก 200 MB และวันอีก 30 วัน (เล่นเน็ตได้ 2700 MB และได้วัน 180 วัน)

ข้อดีข้อที่ 4 ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เร็วเพราะใช้โครงข่าย TOT ตามที่บอกไว้ข้างบน

mojo3g-speedtest20140405
ตัวอย่างความเร็วที่ลองทดสอบดู Download 6.17 Mbps , Upload 1.69 Mbps

ส่วนข้อเสียของค่ายนี้ก็คือ บางคนอาจหาซื้อซิมค่อนข้างยาก เราซื้อที่ร้านนายอินทร์มาบุญครอง ใครอยากซื้อก็ลองตรวจสอบร้านค้าที่จำหน่ายซิมดู ข้อเสียถัดมาคือซิมที่เราซื้อเป็น micro sim ก็ใช้กับ moto g ได้ แต่เพื่อนเราใช้ iphone 5 ซึ่งเป็น nano sim ถ้าตัดซิมไม่เป็นก็เอาซิมมาใช้ไม่ได้ เพื่อนเราที่ซื้อซิมมาแล้วเลยอดใช้ 😦 ข้อเสียสุดท้ายแต่เรามองว่าไม่ได้ลำบากนักก็คือการเติมเงิน ถ้าเป็นซิมของค่ายใหญ่มีช่องทางการเติมเงินมากมาย แต่การเติมเงินของค่ายเล็กแบบนี้ก็จะจำกัดกว่า อย่างเราเติมเงินด้วยการโอนเงินผ่านทางตู้ ATM  แล้วก็ต้องแจ้งทางอีเมลให้เจ้าหน้าที่ทราบในเวลาทำการอีกครั้ง ถึงจะได้รับการเติมเงิน ไม่ใช่เติมปุ๊บได้ปั๊บ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสมากเพราะเป็นแค่การเล่นอินเทอร์เน็ต รอได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องใช้ตอนนั้นเหมือนการโทร และข้อเสียอย่าง

ดังนั้นใครที่อยากลองซิมอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินสำหรับคนใช้น้อย MOJO3G ก็เป็นอีกค่ายที่น่าสนใจ ที่มาเขียนเชียร์ก็เพราะเราว่าคุณภาพและราคาโอเคเลย ไม่อยากให้เจ๊ง อยากให้สนามนี้มีผู้เล่นที่หลากหลายผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์มากขึ้นต่อไป 🙂

split lossless audio files

ปกติเรานิยมฟังเพลงในรูปแบบไฟล์ mp3 เพราะชอบฟังผ่านเครื่องเล่น mp3  (เราใช้ Samsung YP-U5) หรือฟังในคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม foobar2000 ดังนั้นเวลาซื้อ CD เพลงมา ก็จะริปแปลงเป็น mp3 ให้หมด แล้วก็เก็บแผ่นไว้บูชา 555 นานๆ ที อยากลองบรรยากาศหูเทพหูทอง ถึงจะฟังผ่านเครื่องเล่น CD เปิดออกลำโพง ^^

ส่วนไฟล์เพลงจำพวก lossless (พวกที่นามสกุล .ape, .flac, .wav, .wv, .m4a) เราไม่ได้ริปเป็นพวกนี้ เพราะแม้คุณภาพเสียงจะดีกว่า แต่เราก็ไม่ใช่พวกหูทองนัก ไฟล์ก็ขนาดใหญ่ เครื่องเล่น mp3 หรือ โปรแกรมต่างๆ ก็รองรับได้น้อยกว่า mp3 ก็เลยไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับการจัดการไฟล์พวกนี้เท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม บางทีก็มีเพลงที่เราอยากฟังที่หาโหลดมาจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งถูกเก็บอยู่ในรูปของ lossless เป็นก้อน 1 ไฟล์ที่รวมทุก track ในอัลบั้ม แล้วก็จะแถมไฟล์ .cue เพื่อเป็นตัวสารบัญชี้ว่าในก้อน  lossless ใหญ่ๆ นั้น ตั้งแต่เวลาไหนถึงเวลาไหนเป็น track อะไร ชื่อเพลงอะไร (ลองเปิดไฟล์ .cue ด้วย notepad จะเห็นภาพ)  ดังนั้นภารกิจของเรา คือการแบ่งและแปลงไฟล์ lossless นี้ให้ออกมาเป็นไฟล์ mp3 แยกแต่ละ track

ตอนแรกคิดว่าโปรแกรม foobar2000 หรือ iTunes จะทำได้ง่ายๆ แต่ลองไปค้นดูวิธีการในอินเตอร์เน็ต ดูต้องใช้พลังมากแฮะ เลยลองหาโปรแกรมเฉพาะทางเล็กๆ ดู ค้นไปค้นมาก็ไปเจอโปรแกรมฟรีตัวนี้ CUETools

วิธีการแปลงไฟล์ทำดังนี้

  1. โหลดโปรแกรม CUETools จากกลิงก์นี้
  2. แตกไฟล์โปรแกรม CUETools ที่โหลดออกมา ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์  CUETools.exe จะเป็นการเปิดโปรแกรมนี้ขึ้นมา
  3. Input: ให้เลือกโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์เพลง  lossless และไฟล์ .cue ที่เราต้องการจะแปลง
  4. Output: เลือกตำแหน่งที่จะให้ไฟล์ mp3 ที่ถูกแปลงออกมาเก็บไว้ เลือกได้ตามสะดวก
  5. Action เลือกอันแรก Encode
  6. Mode เลือกอันสุดท้าย Tracks
  7. Audio Output เลือก Lossy เลือก mp3
  8. กด Go

CUETools

(คลิกที่รูปเพื่อดูขนาดใหญ่ได้)

ขอให้มีความสุขในการฟังเพลงครับ ^^

import csv contact to nokia phone

ในชีวิตนี้ เราใช้โทรศัพท์มือถือมาแล้ว 2 เครื่อง คือ Nokia 3315 และ Nokia 6060 (เคยเขียนถึงในโพสนี้) ปัจจุบันนี้ เครื่อง 6060 คู่ทุกข์คู่ยาก ใช้จนชินมือมาเกือบ 6 ปี และยังไม่มีทีท่าจะเจ๊ง 😀 เริ่มมีปัญหาเรื่องลำโพง คือเสียงมันจะเบาๆ หน่อย เวลาคุยต้องอาศัยสมาธิตั้งใจฟังเป็นพิเศษ บางทีถ้าเสียงโทรศัพท์ต้นทางมันเบามากก็จะฟังผ่านโหมด loudspeaker เอา ถ้าให้คนอื่นใช้ มักจะถูกบ่นว่าไม่ได้ยินเสียงพูดเลย สมควรเปลี่ยนเครื่องได้แล้ว แต่สำหรับเรามันก็ยังพอใช้ได้อยู่นะ

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เราเลยหยิบโทรศัพท์เก่า Nokia 5320 Xpress ของน้องชายที่ไม่ได้ใช้แล้ว (แกทิ้งไปใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่อันแสนคูล เครื่องเดิมเลยถูกทิ้งให้ฝุ่นเกาะอยู่อย่างเงียบๆ) เราเลยหยิบเอามาปัดฝุ่น เล่นโน่นนี่นั่นซะหน่อย เผื่อเครื่องปัจจุบันเราพังจะได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องนี้อย่างทันทีทันใด

การจะเปลี่ยนโทรศัพท์จากเครื่องเดิมมาเครื่องใหม่ เรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ คือการย้ายรายชื่อโทรศัพท์ เครื่อง 6060 ของเรามีรายชื่ออยู่ประมาณ 480 รายชื่อ และไม่มีสายต่อเพื่อโอนรายชื่อออกมาจากเครื่อง เราเลยนั่งพิมพ์ไว้ในไฟล์ excel เก็บไว้ (ทำมานานแล้วเผื่อฉุกเฉินจะได้มีข้อมูลสำรอง) โดยมีสองส่วนที่เก็บคือ “ชื่อ” กับ “เบอร์โทรศัพท์” พอจะย้ายมาเครื่อง 5320 ซึ่งสามารถ import รายชื่อเข้ามาผ่าน Nokia PC Suite ได้ เลยอยากจะบันทึกวิธีการซะหน่อย

  1. เตรียมติดตั้งโปรแกรม Nokia PC Suite ลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ของเราเป็นรุ่น 7.1.180.64 สามารถ import และ export รายชื่อ เป็นไฟล์ .csv ได้ (เครื่องเราใช้ Windows 7)
  2. เตรียมไฟล์รายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการย้าย เก็บไว้ในไฟล์ excel (เราใช้แค่ข้อมูล “ชื่อ” กับ “เบอร์โทรศัพท์”  )
  3. ต่อโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ เปิด Nokia PC Suite ไปเมนู File -> Contacts มันจะเปิด Nokia Communication Centre ขึ้นมา
  4. สมมุติว่าตอนนี้รายชื่อในโทรศัพท์ยังว่างเปล่า ก็สร้างตัวอย่างชื่อใหม่พร้อมเบอร์โทรให้มันซัก 2 ชื่อ โดยไปเมนู File -> New -> Contact แล้วก็กรอกข้อมูลซะ สำหรับเราข้อมูลจากเครื่องเดิม มันเก็บแค่ ชื่อกับเบอร์โทร ในแบบฟอร์มเราเลยกรอกแค่ “First name” กับ “Phone” แล้วก็เซฟเอาไว้
  5. ทำซ้ำข้อ 4 อีกครั้ง คราวนี้จะมีรายชื่อเก็บ 2 คนแล้ว
  6. เลือกรายชื่อที่เราสร้างทั้ง 2 คน แล้วไปเมนู File -> Export…  เพื่อจะเอาไฟล์ตัวอย่างต้นฉบับที่เป็นนามสกุล .csv
  7. ตอนนี้เราจะได้ไฟล์ .csv ในรูปแบบที่สามารถ import กลับเข้าไปในเครื่องได้แล้ว ดีใจจัง (โดยหารู้ไม่ว่ามีปัญหารอเราอยู่ข้างหน้า 555)
  8. แก้ไขไฟล์ .csv โดยใส่รายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่เราเตรียมไว้ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเราจะไม่แก้ไขไฟล์ .csv ด้วยโปรแกรม excel!!! แต่เราจะแก้ไขด้วยโปรแกรม notepad แทน ทั้งนี้เนื่องจากในไฟล์ตัวอย่างต้นฉบับ .csv ส่วน header จะอยู่ในรูปแบบ “Title”,”First name”,… แต่ถ้าเราเปิดด้วยโปรแกรม excel (คอมพิวเตอร์จะตั้งค่า default ให้เปิด .csv ด้วยโปรแกรมประเภท spreadsheet เช่น excel) แล้วเซฟกลับเข้าไป มันจะกลายเป็น Title,First name,… (โปรแกรม excel จะล้างเครื่องหมาย ” ทิ้งไป) แถมเลขโทรศัพท์ยังแอบตัดเลข 0 ข้างหน้าทิ้งไปอีก เราจึงต้องเปิดและแก้ไขไฟล์ .csv ด้วยโปรแกรม notepad แทน

    compare-csv

    (เปรียบเทียบไฟล์ .csv ต้นฉบับกับที่เซฟผ่านโปรแกรม excel)

  9. การเอารายชื่อและเบอร์โทรที่เราเตรียมไว้ มาใส่ในไฟล์ .csv ที่เปิดด้วย notepad จำเป็นต้องทำให้รูปแบบเหมือนกับตัวอย่างต้นฉบับ คือเริ่มต้นมีกลุ่มตัว ” และ , ตามด้วยชื่อ ตามด้วยกลุ่มตัว ” และ , ตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ ปิดท้ายด้วยกลุ่มตัว ” และ , 
  10. เราจะใช้โปรแกรม excel ช่วยตรงนี้แหละ สร้างข้อมูลด้วยโปรแกรม excel ดังนี้ คอลัมน์ A เป็นกลุ่มตัว ” และ , คอลัมน์ B เป็นชื่อ คอลัมน์ C เป็นกลุ่มตัว ” และ , คอลัมน์ D เป็นเบอร์โทรศัพท์ คอลัมน์ E เป็นกลุ่มตัว ” และ , สุดท้ายคือคอลัมน์ F ใช้สูตรว่า =A1&B1&C1&D1&E1 (สำหรับแถว 1) ส่วนรูปแบบของกลุ่มตัว ” และ , ในคอลัมน์ A, C และ E ก็ไป copy จากไฟล์ต้นฉบับที่เปิดใน notepad เอาเองนะ

    column

  11. พอสร้างข้อมูลในโปรแกรม excel จากข้อ 10 เสร็จ ก็ copy คอลัมน์ E ทั้งหมด ไปแปะไว้ในไฟล์ต้นฉบับ .csv ที่เปิดใน notepad  เอาที่ copy ไปวางต่อจาก header แล้วก็เซฟ เป็นอันเสร็จพิธีการเตรียมไฟล์ .csv ที่มีข้อมูลรายชื่อโทรศัพท์ที่เราบันทึก
  12.  เปิด Nokia Communication Centre ไปเมนู File -> Import…  เพื่อจะเอาไฟล์ .csv จากข้อ 11 ใส่กลับเข้าไป  (ในขั้นตอนนี้ จะลบรายชื่อตัวอย่าง ที่เราสร้างขึ้นมาตอนแรกก่อนก็ได้)
  13. [อันนี้เป็นประสบการณ์ที่เราเจอเอง] ถ้ารายชื่อมีจำนวนมาก มันอาจฟ้องว่า import ไม่สำเร็จ (ในตอนแรก) แต่ไม่ต้องตกใจ พอเราลองเปิดไฟล์ .csv เล่นๆ ผ่าน excel ซักพักมันก็จะ import สำเร็จ อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ^^”

เพียงเท่านี้ก็ย้ายรายชื่อมาโทรศัพท์ Nokia เครื่องใหม่ได้แล้ว ขอขอบคุณ Nokia Support Discussions ที่มีข้อมูลช่วยให้เรากระทำการครั้งนี้สำเร็จ อีกไม่นาน เราคงปลดเกษียณเครื่อง 6060 เพื่อมาใช้ 5320 ต่อแล้วหล่ะ 🙂

msn error 80048820

msn_error_80048820

ใครที่เคยใช้โปรแกรม msn หรือ windows live messenger อาจจะเคยประสบเหตุการณ์ล็อกอินเข้าโปรแกรมไม่ได้ และเมื่อดูรายเอียดว่ามีปัญหาตรงไหน ก็พบว่าเป็นปัญหา error code: 80048820 เราเองเพิ่งเจอปัญหานี้เลยลองหาทางแก้จากอินเตอร์เน็ตดู ไปเจอวิธีแก้จากเว็บนี้ เมื่อลองดูก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงขอบันทึกไว้เป็นภาษาไทยซะหน่อย

  1. ลองล็อกอินเข้า msn ดู ถ้าเข้าได้ก็ไม่ต้องทำข้อ 2 ต่อ :p
  2. คลิกปุ่ม start –> Run… พิมพ์คำว่า regsvr32 softpub.dll ลงไปแล้วคลิก OK
  3. ปิดโปรแกรม msn (คลิกขวาที่ไอคอน msn ที่ notification area ตรงมุมล่างขวาของจอ เลือก Exit ) แล้วเปิดโปรแกรมใหม่
  4. เปิดโปรแกรม Internet Explorer ไปที่ Tool –> Internet Options
  5. เลือกตรงแท็บ Connections คลิกปุ่ม LAN settings แล้วเอาติ๊กถูกออกตรงช่อง Use a proxy server for your LAN (These settings will not apply to dial-up or VPN connections) คลิกปุ่ม OK
  6. ลองล็อกอินเข้า msn ดูอีกที 🙂

3.9g thailand

pretty in 3.9G 2010

วันนี้เราไปงานมหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 G Thailand Human D.N.A. โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเราก็ไปงานนี้เป็นประจำทุกปี ปีนี้ดูเหมือนว่ากทช.จะพยายามชูเรื่องประโยชน์จากเทคโนโลยี 3G เต็มที่ (3.9 G มันเป็นคำเรียกเทคโนโลยีไร้สายที่มีความเร็วสูงกว่า 3 G ซึ่งเป็นคำที่เราได้ยินกันมาตั้งนาน อย่างไรก็ตามถือว่า 3.9 G ยังอยู่ในมาตรฐานของ 3 G อยู่ ดังนั้นในโพสนี้ขอเรียกรวมๆ ว่า 3 G แล้วกัน)

ในช่วงเช้า เราไปเข้าฟังสัมนนาเชิงวิชาการ สำหรับหัวข้อในวันนี้คือ Device Day (แต่ละวันการสัมมนาจะมีหัวข้อต่างกันไป Technology, Network, Device, Application, Social Networking เรียงตามลำดับ) โดยขอจดเรื่องราวที่ได้ฟังในงานสัมมนาดังนี้

กทช. : พฤติกรรมการใช้บริการโทรคมนาคมไทย

  • ไปฟังไม่ทัน  ช้าไปครึ่งชั่วโมง ที่นั่งเต็มซะก่อน 😦

Google : Google mobile application

  • คุณพรทิพย์ กองชุน ผู้บรรยายใช้วิธีสาธิตการใช้โทรศัพท์มือถือ Andriod (ระบบปฏิบัติการของ Google) ใ้ห้ผู้ฟังได้เห็นจริง โดยเกริ่นว่าการทำงานที่เดินทางบ่อยๆ ทำให้ต้องพึ่งโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ยิ่งโทรศัพท์มือถือมีความสามารถมาก ก็ยิ่งช่วยในการทำงานมากขึ้นตาม
  • เริ่มจาก สาธิตการค้นหาว่าภาพที่เราเห็นคืออะไร โดยใช้กล้องจากมือถือถ่ายรูปภาพนั้น แล้วส่งภาพที่ถ่ายไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลรูปภาพที่มีค้นหาว่ามันคืออะไร (image recognition)
  • สาธิตการทำงานเอกสารร่วมกัน ผ่านทาง Google Doc
  • สาธิตการระบุตำแหน่งที่เราอยู่ในปัจจุบัน ค้นหาวิธีการเดินทางไปยังจุดหมาย ตรวจสอบสภาพจราจรปัจจุบัน (ใช้ข้อมูลจาก สนข.) ค้นหาร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง ผ่านทาง Google Latitude นอกจากนี้ยังพูดประเด็นความเป็นส่วนตัวว่า เราสามารถกำหนดให้เฉพาะบางคนที่เราส่งลิงก์เท่านั้นที่รู้ตำแหน่งเรา หรืออาจบอกตำแหน่งให้รู้แบบหยาบๆ แค่ว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ
  • พูดเรื่อง Youtube ว่าคนไทยมักจะดู แต่ไม่ค่อยอัพโหลด อาจจะเนื่องมาจากไม่มีอุปกรณ์อัดวิดีโอ จึงสาธิตการใช้โทรศัพท์มือถืออัดวิดีโอคนที่ฟังบรรยายแล้วอัพโหลดขึ้น Youtube ตอนนั้นซะเลย
  • พูดเรื่องการค้นหาโดยใช้เสียงพูด ไม่ต้องพิมพ์ผ่านแป้นกดมือถือซึ่งไม่สะดวก รวมไปถึงการแปลภาษาโดยใช้ Google Translate อย่างไรก็ตามดูเมื่อตอนนี้จะยังใช้เสียงพูดภาษาไทยไม่ได้

ผลิตภัณฑ์ของ Google ที่ฟังมาทั้งหมด จริงๆ เรารู้จักหมดแล้ว แต่การมาฟังคราวนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะได้เห็นการใช้งานจริงผ่านระบบ 3 G ว่ามันสะดวกแค่ไหน เท่าที่ดูก็มีประโยชน์มากทีเดียว โดยเฉพาะ Google Latitude (แต่คงบอกสายรถเมล์ หรือเรือไม่ได้ บอกได้แต่รถไฟฟ้า)

Microsoft : Cloud computing

  • การจะใช้เทคโนโลยี 3 G มีข้อจำกัดคือสัญญาณไม่มีทางครอบคลุมได้ทุกพื้นที่แน่ จึงต้องประกอบกันทั้ง software (ในตอน offline) กับ cloud (ในตอน online ซึ่งอาจจะผ่าน 3 G ได้ทางหนึ่ง)
  • แนะนำโปรแกรมดูดาว Microsoft worldwide telescope สามารถดูดาวได้ละเอียดมาก ดูแบบ offline ก็ได้
  • แนะนำ Microsoft Pivot การค้นหาที่แสดงผลแบบรูปภาพ สามารถจัดกลุ่มหรือกรองข้อมูลได้
  • แนะนำ Microsoft Tag โปรแกรมสร้างบาร์โค้ด
  • แนะนำ Microsoft HealthVault สำหรับเก็บข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคล ทำให้ลดความยุ่งยากของการค้นหาข้อมูลคนไข้ในโรงพยาบาล
  • ฉายวิดีโอ 2 เรื่อง เรื่องแรก เกี่ยวกับการนำเอาเทคโนโลยีของ Microsoft ไปเชื่อมต่อกับรถยนต์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องผูกติดเทคโนโลยีสื่อสารกับโทรศัพท์มือถืออย่างเดียว เราสามารถรับส่งข้อมูลที่ต้องใช้ตอนขับรถผ่านทางตัวรถยนต์ได้เลย
  • เรื่องที่สอง เกี่ยวกับระบบการแสดงผลแบบใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่ multitouch screen บนอุปกรณ์ใกล้ตัว เช่น โต๊ะ กระจก พื้น, จอภาพที่โค้งงอได้ เช่น หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกซ์ที่จับต้องได้เหมือนหนังสือพิมพ์จริง, จอภาพที่มีลักษณะ ambient transparent หรือโปร่งใส
  • พูดถึงประเด็น ubiquitous หรือ การเข้าถึงเทคโนโลยีแบบ “any where, any time, any device”
  • พูดถึงความได้เปรียบของ Microsoft ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีครอบคลุมอุปกรณ์มากมาย เช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, cloud, media center (โทรทัศน์ที่ทำอะไรได้มากกว่าปกติ), เครื่องเล่นเกม
  • ปิดท้ายว่า เรื่องเทคโนโลยีของเมืองไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าชาติอื่นในโลก โดยยกตัวอย่างเทคโนโลยีระบบโรงพยาบาล ซึ่งของไทยมีชื่อเสียงในระดับโลกเลย

เนื่องจาก Microsoft พูดต่อจาก Google ซึ่งเป็นคู่แข่งกัน ดังนั้นจึงเห็นผู้บรรยาย ดร.ประสบโชค ประมงกิจ แอบเหน็บคู่แข่งบ่อยๆ บริการที่นำมาพูดส่วนใหญ่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน คงเป็นบริการที่อยู่ในห้องแล็บเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Microsoft ว่าพยายามจะพัฒนาบริการหลากหลายแนวมากๆ อย่างไรก็ตามรู้สึกขัดใจอยู่บ้างที่ไม่ค่อยเน้นเรื่อง cloud computing มากเท่าที่ควร (เข้าใจว่าบริการออนไลน์ส่วนใหญ่ก็อยู่บน cloud นะ แต่น่าจะอธิบายให้มากซะหน่อย คุณป้าที่นั่งข้างเราถึงกับถามเราว่า ไม่เห็นพูดเรื่อง cloud เลย) อีกอย่างที่คิดว่าจะได้ฟังแต่ไม่เห็นพูดถึงคือ Windows Azure

หลังจากนั้นก็มีการบรรยายหัวข้อ “Next generation smartphone in Thailand” แต่เรานั่งฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องที่พูดกันไม่ตรงกับหัวข้อ ผิดหวังเล็กน้อย 😦 พอนั่งฟังจนจบก็เดินออกมาดูพวกบูธบริษัทต่างๆ ที่มาแสดง ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่เรารู้อยู่แล้ว (แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี 3 G นี่เราเคยเห็นมาตั้งนาน อย่างน้อยก็จำได้ว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเราก็ได้เห็นงานแบบนี้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้จริงซะที) หรือเป็นพวกของเล่นซะมากกว่า เช่น พวกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใหม่ๆ หรือแท็ปเล็ตอย่าง iPad สำหรับเราในส่วนบูธ จึงไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรมาก อย่างไรก็ตามเราก็ยังสนุกกับการเดินเล่นไปเรื่อยๆ ดูว่ามีแอพพลิเคชันอะไรสนุกๆ ให้ลองเล่นจริงบ้าง หรือนั่งดูพริตตี้ ดารา นักร้อง (เจอคุณแอน ธิติมา นักร้องหญิงที่เราชื่นชอบอีกคนที่บูธดีแทคด้วย) 😀

ann in 3.9G 2010

ยังไงก็หวังว่าปีหน้า 3 G บ้านเราคงจะได้ใช้กันถ้วนหน้านะ ดูงานโชว์เทคโนโลยี 3 G แบบนี้มานานมากจนหายอยากแล้วเนี่ย

(แก้ไข) @sarapuk บอกว่า Google Latitude มันดูสายรถเมล์ได้

foobar2000 setup

foobar2000 เป็นโปรแกรมฟังเพลงที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน เนื่องจากกินทรัพยากรของเครื่องน้อยและปรับแต่งอะไรได้เยอะมาก (คล้ายๆ กับ firefox ที่มี add-ons) แต่ด้วยความที่มันปรับแต่งได้สารพัด ทำให้สำหรับมือใหม่ที่ลงโปรแกรมมาโดยไม่ได้ปรับแต่งอะไรมักจะรู้สึกว่าโปรแกรมนี้ไม่เห็นเจ๋งตามคำร่ำลือ จึงขอเขียนโพสนี้สำหรับการปรับแต่ง foobar2000 ในแบบของเราซะหน่อย ใช้วิธีนี้ได้ทั้ง windows xp, vista, 7

หมายเหตุ : รูปประกอบบทความนี้สามารถคลิกเพื่อดูขนาดใหญ่ได้

การติดตั้ง

  • โหลดโปรแกรม foobar2000 มาแล้วก็ติดตั้งลงคอม สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดตอนนี้คือ foobar2000 v1.1 ตอนติดตั้งให้เลือก option แบบ full เพื่อให้ใช้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
  • foorbar2000setup-1

  • เมื่อติดตั้งเสร็จ ตอนเปิดโปรแกรมครั้งแรก จะมีคำสั่ง Quick Appearance Setup ไม่ต้องไปสนใจมัน เพราะเดี๋ยวเราจะปรับหน้าตามันด้วยวิธีอื่น ตอนนี้ให้ปิดโปรแกรมไปก่อน

การปรับหน้าตาโปรแกรม

  • foobar2000 มีส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถของโปรแกรมที่เรียกว่า component สำหรับการปรับหน้าตา เราจะใช้ component ชื่อ foo_ui_columns.dll เมื่อโหลดมาแล้วแตกไฟล์(ใช้โปรแกรม winrar หรือ 7zip ช่วย) แล้วเอาไฟล์ foo_ui_columns.dll ไปไว้ใน C:\Program Files\foobar2000\components
  • เมื่อเปิดโปรแกรม foobar2000 ใหม่จะมีหน้าต่าง New user interface module(s) found ขึ้นมา ให้เลือก Columns UI เสร็จแล้วจะมี Quick Setup ขึ้นมา ก็เลือกได้ตามใจชอบ สำหรับเราชอบใช้แบบ NG Playlist + Playlist Switcher + Artwork + Filters
  • จากนั้นไปเพิ่มช่อง Filter search สำหรับใช้พิมพ์ค้นหาเพลงใน  Library โดยคลิกขวาที่ Menu bar แล้วก็ติ๊กถูกหน้า Filter search
  • foorbar2000setup-3

  • การเก็บเพลงในคอมพิวเตอร์ เราควรเก็บไว้เป็นที่ไม่กระจัดกระจาย จะทำให้การจัดการเพลงง่ายขึ้น ระบบ Library คือการให้โปรแกรมรู้ว่าเราเก็บเพลงไว้ที่ไหน เวลาค้นหาเพลงจากโปรแกรมจะได้สะดวกขึ้น การระบุตำแหน่งโฟล์เดอร์ที่เก็บเพลงให้โปรแกรม foobar2000 รู้ ทำได้โดยไปที่ File –> Preference –> Media Library แล้วก็คลิก Add… ระบุตำแหน่ง
  • foorbar2000setup-4

  • สำหรับคนที่รำคาญ icon ที่โชว์ตรง Noticication area ทุกครั้งเวลาเปิดโปรแกรม ไปแก้ไขได้ที่ File –> Preference –> Display –> Columns UI –> Tab Noticication area

การเชื่อมต่อข้อมูลกับเว็บ last.fm

  • คนที่ฟังเพลงบนคอมพิวเตอร์และเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ สามารถใช้บริการของเว็บ last.fm ฟรี เพื่อเก็บข้อมูลเพลงที่เราฟังไปแลกเปลี่ยนกับผู้ใช้คนอื่น (อันนี้คือรสนิยมการฟังเพลงบนคอมเรา) หรือทำให้เราสามารถรู้ว่ามีศิลปินคนอื่นอีกมั้ยที่มีแนวเพลงใกล้เคียงกับศิลปินที่เราฟัง ถ้าอยากใช้บริการนี้ก็ไปสมัครก่อน
  • การเชื่อมต่อจากโปรแกรม foobar2000 ทำได้โดยติดตั้ง components ชื่อ foo_audioscrobbler.dll (ใช้วิธีเดียวกันกับตอนติดตั้ง foo_ui_columns.dll อย่าลืมปิดโปรแกรมก่อนด้วย)
  • เมื่อเปิดโปรแกรม ไปที่ File –> Preference –> Tools —> Audioscrobbler กรอก Name และ Password ของ last.fm ที่เราสมัครไว้ คลิก Enable Audioscrobbler
  • foorbar2000setup-5

  • เราสามารถดูว่าตอนนี้โปรแกรมส่งข้อมูลไปรึยัง โดยไปที่ View –> Console

เท่านี้ก็สามารถใช้โปรแกรม foobar2000 ฟังเพลงอย่างสบายใจแล้ว ลองดูรูปเปรียบเทียบก่อนกับหลังการปรับแต่งดู

Before
foorbar2000setup-2
After
foorbar2000setup-6

เดี๋ยวคราวหน้าว่างๆ จะมาเขียนการใช้งาน foobar2000 ให้คุ้มค่า (เช่น การแก้ไข tag, การแปลงไฟล์)