movies-series 2015

movies

ปีนี้ดูหนังโรงเยอะกว่าปีที่แล้วถึง 2 เท่า คิดว่าเป็นเพราะมีเพื่อนที่ไปร่วมดูหนังพร้อมกันมากขึ้น บางเรื่องเราไม่ได้อยากดูมากนัก แต่เพื่อนอยากดู พอไปดูด้วยกันก็พบว่าเป็นหนังที่ดีมากๆ หลายเรื่อง 🙂 หนังที่เราดูตลอดปี 2015 มีรายชื่อดังต่อไปนี้ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Circle (2014, Stefan Haupt) B+
2 Foxcatcher B
3 The Tale of Princess Kaguya B+
4 PK (2014, Rajkumar Hirani) A
5 Ida B+
6 Maps to the Stars B
7 The Imitation Game A
8 เพลงของข้าว B
9 Life Itself A
10 The Light Shines Only There B+
11 The Theory of Everything B
12 About the Pink Sky B+
13 The World of Kanako B
14 The Riot Club B+
15 No Impact Man: The Documentary B+
16 Just Eat It: A Food Waste Story B
17 Insurgent B
18 X+Y (2014) A
19 Citizenfour B+
20 Little Forest: Summer & Autumn B+
21 When Marnie was There B
22 The Age of Adaline B
23 Parasyte: Part 1 B+
24 Mad Max: Fury Road B+
25 Song of the Sea B+
26 La Famille Belier B+
27 A Matter of Taste: Serving Up Paul Liebrandt B+
28 Man with a Movie Camera C
29 Little Forest : Winter & Spring B+
30 It Follows B+
31 Love & Mercy A
32 The Wolfpack B
33 Danny Collins B+
34 Inside Out A
35 Our Little Sister (Umimachi Diary) A
36 Parasyte: Part 2 B
37 Amy B+
38 ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ B+
39 The Case of Hana & Alice A
40 Maze Runner 2 C+
41 The Tribe B+
42 Pawn Sacrifice B
43 The Martian B+
44 The New Rijksmuseum B+
45 Sicario B+
46 The Little Prince A
47 The Intern B+
48 Man on Wire B
49 TAG: อวสาน…โมเอะ B
50 Snap B
51 Life (2015, Anton Corbijn) C+
52 The Lobster B+
53 The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 B
54 The Good Dinosaur A
55 Knock Knock B
56 คีตราชนิพนธ์ B+
57 In the Heart of the Sea B+
58 รุ่นพี่ B+
59 Star Wars: The Force Awakens B+
60 Irrational Man B+

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Documentary of AKB48 – The Time has Come B
2 Love’s Whirlpool B+
3 That Demon Within B
4 Barfi! A
5 Birdman A
6 3 Idiots A
7 Chef B+
8 Bread of Happiness B
9 Predestination A
10 Wood Job! A
11 Kingsman: The Secret Service B+
12 Ex Machina B+
13 My Pretend Girlfriend B
14 Focus B+
15 Ototo A
16 Utatama ♪ A
17 Dearest B+
18 Skyfall B
19 The Holiday B+
20 เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ B+

series

สำหรับซีรีส์ ขอแบ่งเป็น อนิเมะ กับ คนแสดง เอาเท่าที่ดูจบ เพราะมีหลายเรื่องที่ยังดองไว้อยู่ เลยยังตัดสินไม่ได้ว่าดีรึเปล่า อนิเมะนี่ถือว่าพีคมาก มีเรื่องที่ได้ A+ ตั้ง 3 เรื่อง

anime

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Steins;Gate The Movie A
2 Chihayafuru (season 1-2) A+
3 Saenai Heroin no Sodatekata B
4 Shigatsu wa Kimi no Uso A+
5 Knights of Sidonia (season 1-2) B+
6 Shirobako A+
7 One Punch Man A

ส่วนซีรีส์คนแสดง ส่วนใหญ่ดูซีรีส์ญี่ปุ่น ซึ่งดูไม่จบค้างไว้หลายเรื่อง ปีนี้มีละครไทยที่ดู 2 เรื่อง (รัตนาวดี กับ ฮอร์โมน ซีซัน 3) ซึ่งก็ดูไม่จบเช่นกัน ปีหน้าคงจะได้ดูหลายเรื่อง เพราะสมัคร iflix ไว้ตั้ง 2 ปี

series (คนแสดง)

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Wayward Pines B+
2 Newsroom Season 2 A
3 Dr. Rintaro A
4 Mr.Robot A+

หวังว่าปีหน้าคงจะมีอะไรดีๆ ให้ดูกันอีกนะ ^^

Advertisements

slow dance

slowdance-cover

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดูซีรีส์ญี่ปุ่นที่ชื่อ Slow Dance (スローダンス) ซึ่งเคยฉายในช่องไอทีวีตั้งแต่ปี 2549 โดยมีชื่อภาษาไทยว่า “เพลงรัก จังหวะสโลว์” จำได้ว่าตอนนั้นเห็นแว็บๆ ในทีวี แต่ก็ไม่ได้สนใจดู คิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเต้นรำ (อารมณ์ประมาณหนังเรื่อง Shall We Dance?) จนเมื่อเดือนที่แล้ว รู้สึกอยากหาซีรีส์ญี่ปุ่นมาดูบ้าง เพราะห่างหายไม่ได้ดูซีรีส์ญี่ปุ่นมานาน พอไปค้นดูในอินเตอร์เน็ต มีคนแนะนำเรื่องนี้ว่าเป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แม้หน้าหนังจะไม่ดูดึงดูด แต่พอดูไปเรื่อยๆ กลับมีพลังให้ดูต่อจนจบโดยไม่รู้ตัว เราก็เลยหาเรื่องนี้มาดู

Slow Dance เป็นเรื่องราวชีวิตของคนวัยทำงาน วัยที่จะต้องก้าวข้ามผ่านจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งของชีวิต วัยที่ต้องเจอจุดที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะทำงานที่ทำอยู่ปัจจุบันหรือจะเลือกเดินตามความฝันของตนเอง วัยที่ต้องตัดสินใจเรื่องความรักและชีวิตคู่ เรื่องนี้มีตัวละครหลัก 4 คนคือ ริอิจิ หนุ่มวัย 25 อดีตนักเรียนภาพยนตร์ที่ละทิ้งความฝันหันมาประกอบอาชีพครูสอนขับรถ เอย์สึเกะ พี่ชายของริอิจิ นักธุรกิจผู้ดูเหนือกว่าน้องชายทุกประการ อิซากิ สาววัย 31 นักเรียนหัดขับรถของริอิจิ ซึ่งเคยเป็นครูฝึกสอนในดวงใจของริอิจิ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการร้านเสื้อผ้า และ มิโนะ หญิงสาวลูกน้องและเพื่อนร่วมงานร้านเสื้อของอิซากิ ผู้ไม่ประสีประสากับเรื่องความรัก

เราประทับใจกับซีรีส์เรื่องนี้มาก ส่วนหนึ่งคงมาจากเคมีการแสดงที่เข้ากันได้ดีมากของ ซาโตชิ ซึมาบุกิ ที่แสดงเป็นริอิจิ และ เอริ ฟุคาซึที่แสดงเป็นอิซากิ (รู้สึกสองคนนี้จะกลับมาเจอกันอีกครั้งในหนังญี่ปุ่นคุณภาพเรื่อง Villain แต่เรายังไม่ได้ดู) ซาโตชิในเรื่องยังคงมีออร่าความขี้ขลาด ไม่มั่นใจในตัวเอง เราจะเห็นซาโตชิแสดงเป็นตัวละครสไตล์นี้อยู่หลายเรื่อง แต่การแสดงในเรื่องนี้กลับทำให้เราเกลียดตัวละครตัวนี้ไม่ลง แถมยังเอาใจช่วยให้ก้าวข้ามผ่านความกลัวให้ได้อีก (ในขณะที่ซีรีส์เรื่อง Orange Day ซาโตชิแสดงเช่นกัน เรากลับไม่รู้สึกอยากเอาใจช่วยเลย) ส่วนเอริ ตัวละครที่เธอแสดงในเรื่องนี้มีเสน่ห์มากๆ เป็นบทบาทการแสดงของเอริที่เราชอบมากที่สุดเลย

เหตุผลอีกอย่างที่เราชอบเรื่องนี้คงเป็นเพราะวัยของเราก็ใกล้เคียงกับตัวละครในเรื่องด้วย ประสบการณ์ร่วมกันของการอยู่ในวัยทำงาน เผชิญหน้ากับการตั้งคำถามเรื่องความฝัน อนาคต ความรัก จึงทำให้รู้สึกอินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ได้หวานเลี่ยน ไม่ได้โอเวอร์เหมือนการ์ตูน ไม่ได้ดราม่าน้ำเน่า รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องจริงที่สามารถเกิดขึ้นได้ อาจจะโลกสวยนิดนึงตรงที่ตัวละครในเรื่องไม่มีตัวไหนที่เรารู้สึกว่าเขาเป็นตัวร้ายตัวอิจฉาเลย ทุกคนล้วนเป็นคนที่จิตใจดี อย่างไรก็ตามตรงจุดที่ฟีลกู้ดแบบนี้ถูกจริตเราอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาอะไร

เราชอบความรักของคู่พระเอกนางเอกคือ ริอิจิกับอิซากิในเรื่อง มันเป็นความรักที่ตรงตามชื่อของเรื่องนี้เลย ความรักที่ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จากคนที่รู้จักกัน  คนที่เป็นเพื่อนกัน ค่อยๆ เต้นรำเคียงคู่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งความฝันในหน้าที่การงาน มีฉากหนึ่งที่พระเอกพูดกับนางเอกว่า เขาชอบนางเอกเพราะเป็นคนที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง เป็นตัวของตัวเองที่สุดเมื่อยามอยู่กับนางเอก เราชอบนิยามความรักแบบนี้นะ

สิ่งที่เราชอบมากอีกอย่างคือเพลงประกอบ ให้ความรู้สึกเหมือนเพลงประกอบซีรีส์ญี่ปุ่นสมัยยุค Love Generation เป็นจังหวะอาร์แอนด์บีฟังสบาย ลองฟังตัวอย่างซักเพลงได้ 宇野実彩子, Mayu, and ECO – Good Time ยิ่งเพลงประกอบช่วงท้ายเรื่องคือ  Fukuyama Masaharu – Tokyo เพลงจะดังขึ้นมาตอนฉากปิดเรื่องที่จังหวะ การตัดต่อและสถานการณ์เนื้อเรื่องที่งดงามมากๆ ทำให้เราหลงรักเพลงประกอบทั้งอัลบั้มเลยล่ะ

Slow Dance เรื่องนี้จึงถือเป็นซีรีส์ญี่ปุ่นอีกเรื่องที่เข้าทำเนียบซีรีส์ในดวงใจของเราไปเรียบร้อย 🙂

slowdance-cap

liar game | the final stage

liar-game-final-stage

ในที่สุดก็ดูจบซะทีสำหรับซีรีย์และหนังญี่ปุ่นชุดนี้ ^^ Liar Game เป็นซีรีย์ญี่ปุ่นที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนในชื่อเดียวกัน ออกฉายที่ญี่ปุ่น 2 ซีซั่น แล้วก็ต่อตอนจบในภาคหนังโรงที่ชื่อ Liar Game The Final Stage

เนื้อเรื่องคร่าวๆ ตั้งแต่ซีซั่น 1 จนถึงตอนนี้ คือ สาวน้อยชื่อ คันซากิ นาโอะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ถูกหลอกง่าย วันหนึ่งเธอถูกชักชวนให้ไปเล่นเกมที่ชื่อ Liar Game เกมที่ผู้เล่นต้องหลอกกันไปมา ใครชนะก็ได้เงินมหาศาล ใครแพ้ก็ติดหนี้หัวโต นางเอกเราที่ไร้เดียงสาสุดๆ ก็โดนหลอกประจำ ทำให้พระเอกของเรา อากิยามะ ชินจิ ซึ่งฉลาดเป็นกรดต้องยื่นมาเข้ามาช่วย

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ เหมือนเดิมตั้งแต่ภาคซีรีย์จนถึงภาคหนังโรงเลย เริ่มตั้งแต่นางเอกอยู่บ้านดีๆ อย่างสงบ แล้วก็มีจดหมายส่งเชิญให้เข้าร่วมเล่น Liar Game เธอตกลงเข้าร่วม ด้วยความความใสซื่อทำให้ถูกผู้เข้าร่วมแข่งคนอื่นหลอก (หลอกอย่างเดียวไม่พอ ยังชอบด่าว่า “นางเอกโง่” อีกเป็นประจำ โดยเฉพาะเจ้าหัวเห็ด ฟูกุนากะ ยูจิ ตัวละครที่มีสีสันที่สุดในเรื่อง) และสุดท้่ายพระเอกก็โชว์ความเทพเข้ามาช่วย ทำให้นางเอกกลับมาชนะ พอนางเอกจะชนะยังใจดีเผื่อแผ่ให้ชนะด้วยกันทั้งหมด ไม่ให้มีใครติดหนี้ในตอนท้าย

ด้วยการดำเนินเรื่องซ้ำๆ แบบนี้ ทำให้เราไม่ต้องห่วงว่าสุดท้ายพระเอกนางเอกจะแพ้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังดึงดูดให้เราดูต่อจนจบ เพราะอยากรู้กลยุทธ์ที่พระเอกจะงัดมาทำให้ชนะทั้งๆ ที่สถานการณ์ตกเป็นรองสุดขีด ข้อเสียของเรื่องนี้คือ มีบ่อยครั้งที่กลยุทธ์ที่ทั้งพระเอกและคู่แข่งใช้ มันซับซ้อนเสียจนเราตามไม่ค่อยทัน จนเราต้องกดหยุดหนังเป็นพักๆ เพื่อหยุดคิดตาม (น้องชายเราที่ดูด้วยกันมาโดยตลอด บอกว่าดูๆ ไปก่อนเถอะ อย่าไปคิดมาก ตามไม่ทันก็ช่างมัน 😀 )

ในภาคหนังโรงนั้นมีสิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างจากภาคซีรีย์ที่ผ่านมา คือการวางตัวผู้ร้าย ปกติในซีรีย์การแข่งขันแต่ละรอบ มักจะดูออกชัดเจนว่าพระเอกกำลังสู้อยู่กับใคร แต่ภาคหนังโรง ดูเหมือนว่าตัวร้ายมันมีหลายตัว แถมยังแอบซ่อนไม่เปิดเผยตัวกันง่ายๆ อีก ดูแล้วก็คิดย้อนมาถึงโลกความเป็นจริง ที่ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร คนที่คิดร้ายมันไม่ประกาศตัวออกมาโต้งๆ เหมือนในหนังหรอก

เรื่อง Liar Game นี้มีประเด็นหลักที่เราชอบมาก คือการต่อสู้ทางอุดมคติของนางเอก ที่คิดว่าเมื่อคนเราทุกคนเป็นคนดี จริงใจซื่อสัตย์ต่อกัน สุดท้ายทุกคนจะชนะมีความสุขไปพร้อมกัน กับความคิดแก่งแย่งชิงดีโลภมาก ให้ตนเองได้มากที่สุดโดยเอาเปรียบหลอกลวงผู้อื่นให้มากเข้าไว้ ข้อดีของเรื่องนี้ที่สร้างจากการ์ตูนสำหรับเด็ก คือความโหด ความมืดหม่นของเรื่องแทบจะไม่มี แม้จะพูดถึงความโลภของมนุษย์ (พล็อตเรื่องแบบนี้สามารถสร้างในเป็นดราม่าเครียดๆ เหมือน 13 เกมสยองได้เลย) ซึ่งเราชอบแบบที่ Liar Game ทำนี่แหละ ไม่เครียดดี

เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเข้าเมืองไทยนะ (ทั้งภาคซีรีย์และหนังโรง) ถ้าอยากดูคงต้องการจากอินเตอร์เน็ต หรือไม่ก็ดูฉบับการ์ตูนลิขสิทธิ์โดยสยามอินเตอร์คอมมิคส์นะ 🙂

liar-game-final-stage_cap

วนิดา

wanida

นานทีปีหน เราจะดูละครไทยซะที จริงๆ เรื่อง “วนิดา” นี้ก็ไม่ได้คิดจะดูตั้งแต่แรกนะ รู้แต่ว่าติ๊ก-เจษฎาภรณ์กลับมาแสดงเป็นพระเอก และแอฟ-ทักษอรพลิกบทบาทมาเล่นบทที่เฮี้ยวขึ้น ไม่ได้เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้เหมือนเรื่องก่อน ช่วงแรกๆ ของละครเราจึงไม่ได้ดูเลย จนได้มาดูตอนไปกินหมูกระทะ ^^ ที่ร้านเปิดเรื่องนี้ไว้ พอดูแล้วก็รู้สึกสนุกดีเลยติดตามเรื่อยมาจนจบ

พล็อตเรื่องคร่าวๆ คือมีพี่น้องคู่หนึ่ง น้องชายไปก่อหนี้ไว้ แล้วหนีไป พี่ชายเลยต้องรับภาระแทน เจ้าหนี้มีลูกสาวอยู่ เห็นว่าพี่ชายน่าจะเป็นลูกเขยที่ดีได้ เลยให้ชดใช้ด้วยการแต่งงานกับลูกสาว ปัญหาคือพี่ชายดันมีแฟนอยู่แล้ว พอแต่งงานกับลูกสาวเจ้าหนี้นานเข้าก็เกิดความรักขึ้น …

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราซึ่งไม่ค่อยดูละครไทยหันมาติดตามเรื่องนี้คือ 1. การดำเนินเรื่องสบายๆ ไม่เคร่งเครียดดราม่า ออกแนวโรแมนติกคอนแมนดี้ 2. ฉากกุ๊กกิ๊กพระเอกกับนางเอกมีมากมาย แถมทำได้ดี ไม่เลี่ยน ไม่ประดักประเดิด (เราว่าฉากกุ๊กกิ๊กทำได้ดีกว่าซีรีย์ญี่ปุ่น เกาหลีอีก แถมใส่มาเต็มพิกัด ให้ดูกันจุใจไปเลย) 3. ประเด็นนี้ เป็นที่ถกเถียงตามเว็บบอร์ด เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ไปทั่ว คือการที่บทละคร รวมไปถึงการแสดงของแฟนเก่าพระเอก (แม่พิศมัย) ไม่ได้ดูแบน เป็นนางร้ายนางอิจฉาเหมือนละครไทยเก่าๆ แต่สามารถเรียกความสงสารจากคนดูได้ท่วมท้น หลายคนด่าพระเอกนางเอกว่าเป็นตัวร้ายที่แท้จริง ปรากฏการณ์นี้เราไม่ค่อยได้ยินจากละครไทยซักเท่าไหร่ (อาจเคยมีเรื่องอื่นที่เป็นแบบนี้ แต่เราไม่ค่อยติดตามละครไทยเท่าไหร่ ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยล่วงหน้า ^^)

ประเด็นสุดท้ายที่กล่าวไป ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกับการดูผู้คนแสดงความเห็นเกี่ยวกับตัวร้ายที่แท้จริง เราคิดว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีของละครไทยนะ ที่เพิ่มแง่มุมตรงนี้เข้ามา อาการเชียร์ตัวละครทั้ง 2 ฝั่งมันคล้ายๆ กับอนิเมชั่นญี่ปุ่น หรือซีรีย์เกาหลี ที่มีการเข้าข้างตัวละครพร้อมทั้งยกเหตุผลต่างๆ นานามาสนับสนุนตัวละครนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ละครไทย ประชาชนทั่วไปมัักจะไม่ค่อยเชียร์ตัวอิจฉา ( อาจมีเชียร์นางรอง พระรอง เพราะบทเขียนให้พวกนั้นเป็นคนดีในละคร) ดังนั้นการที่เรื่องนี้คนเชียร์ตัวอิจฉา ด่าพระเอกนางเอก จึงทำให้เรายิ่งชอบเรื่องนี้ไปกันใหญ่

บางที ที่เราชอบการเชียร์ตัวอิจฉาด่าตัวเอก คงเป็นเพราะมันแสดงให้เห็นถึงการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เราเคยเชื่อตามๆ กันมา และท้าทายความเชื่อนั้นด้วยการคิดอีกแบบ เราว่าปัจจุบันบ้านเราก็เริ่มมีแนวคิดตั้งคำถามกับสังคม และเผยแพร่ไปให้ประชาชนทั่วไปรับรู้มากขึ้นเรื่อยๆ (โดยเฉพาะพลังของอินเตอร์เน็ต มีส่วนสำคัญมาก) เราว่ายิ่งพวกเรามีความคิดเห็นที่หลากหลาย และเปิดใจรับฟังความคิดที่ต่าง ถกเถียงอย่างมีเหตุผล มันจะทำให้บ้านเมืองเราพัฒนาขึ้น

สิ่งที่เราอยากให้มีในละครไทยในอนาคต คงเป็นการทำให้คนดูสงสารตัวอิจฉา ตัวร้ายที่เป็นผู้ชายบ้าง ทำให้ตัวร้ายชายมีมิติ มีที่มาที่ไปของความชั่วร้ายอย่างน่าเชื่อถือ อยากเห็นละครไทยมีแบบนั้นจัง

สำหรับคนที่อยากดูเรื่องนี้ หาดูได้ทั่วไปตามยูทูปนะ 🙂

jin

jin

JIN-仁- ซีรีย์ญี่ปุ่นที่ตอนนี้ฉายช่อง ThaiPBS เราได้ยินชื่อเสียงเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะกวาดรางวัลซีรีย์ในประเทศญี่ปุ่นมาแล้วมากมาย แต่เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบดูซีรีย์ที่เป็นเรื่องราวย้อนยุค เลยไม่คิดจะดูซะที จนมีวันหนึ่งบังเอิญไปดูในเว็บ แล้วรู้สึกว่าสนุกมาก เลยหาดูจนจบ

เรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนในชื่อเดียวกัน ซึ่งแปลไทยวางขายในบ้านเรามานานแล้ว โดยชื่อไทยคือ “JIN หมอทะลุศตวรรษ” เนื้อเรื่องย่อคือ คุณหมอชื่อ JIN เป็นหมอที่ฝีมือดี แต่มีปมในใจเพราะไปผ่าตัดให้แฟนแล้วแฟนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา จากนั้นคุณหมอก็บังเอิญย้อนเวลาไปอยู่ในยุคสมัยเอโดะ ซึ่งการแพทย์สมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้า คุณหมอจึงต้องเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์ให้หมอในยุคสมัยนั้น ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนอนาคตให้แฟนตนเองหายป่วยจากการกระทำในยุคอดีตที่ตนอยู่ตอนนี้

นักแสดงทุกคนแสดงได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ละตอนก็มีประเด็นที่ให้ซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากกันทุกตอน น่าชื่นชมซีรีย์ญี่ปุ่นจริงที่ทำเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาชีพต่างๆ ได้ดีมาก ประเด็นรักสามเส้า (หรือสี่เส้า?) ในเรื่องนี้ก็น่าเอาใจช่วยทุกฝ่าย นอกจากนั้น Ayase Haruka ในเรื่องนี้ถือว่าแสดงได้ดีและน่ารักมาก ( Ayase Haruka เป็นนักแสดงที่แปลก คือเราไม่คิดว่าเธอแสดงได้ดีได้น่ารักทุกเรื่อง อย่างหนังเรื่อง Cyborg She หรือ ซีรีย์ Just One Love เราเฉยๆ กับเธอ แต่อย่างหนังเรื่อง Jam Film, Oppai Valley  หรือซีรีย์เรื่องนี้เราชอบมาก) เพลงประกอบท้ายเรื่อง “Aitakute Ima” (逢いたくていま) ที่ขับร้องโดย MISIA นักร้องในดวงใจเราอีกคนก็เพราะมาก 🙂 อย่างไรก็ตามเนื่องจากมันสร้างมาจากการ์ตูน ซึ่งการ์ตูนมันยังไม่จบ ซีรีย์นี้จึงจบแบบมีประเด็นค้างคามากมาย น่าจะมีภาคต่อนะ

ใครที่อยากดู ตอนนี้ยังฉายอยู่ที่ ThaiPBS วันพุธ-พฤหัสบดี 20.20 เป็นต้นไป

jin-cap