เสียงดนตรีกับการวิ่ง

lumpini-park-library

วันนี้ออกไปวิ่งที่สวนลุมพินีตั้งแต่ตอนบ่ายสาม ไปถึงก็แวะอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชนของสวนลุมฯ คนนั่งอ่านหนังสือกันเต็มไปหมดเลย เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจแทนผู้เกี่ยวข้อง 🙂 รอจนห้องสมุดปิดตอนห้าโมงเย็นค่อยออกมาวิ่ง

คราวนี้กะจะวิ่งซัก 5 รอบใหญ่ ระยะทางประมาณ 12 km ปกติระหว่างวิ่งเราก็จะฟังเพลงไปด้วย วันนี้เลือกเพลงของเจ๊ Misia อัลบั้ม Kiss in the Sky หลังจากไม่ได้เพลงของแกมานานแล้ว เสียงเพลงยังคงมีพลังให้ฮึกเหิมดี

ระหว่างที่วิ่งไปจนถึงรอบที่ 2 กว่าๆ เราก็เริ่มเหนื่อยซะแล้ว พูดถึงการวิ่งออกกำลังกายแบบนี้มันดีอย่างหนึ่ง คือได้อยู่กับตนเองอย่างแท้จริง อยู่กับความคิด ไม่ก็อยู่กับความรู้สึก(เหนื่อย) สลับกันไป ถือเป็นการคลายเครียดที่เราชอบทีเดียว ตอนนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าแล้ว แสงอาทิตย์ลับไป เหลือแต่แสงจากเสาไฟข้างทางเป็นระยะ ตอนนั้นเพลงดำเนินถึง track 12 果てなく続くストーリー “Never Ending Story” มันเป็นเพลงที่เราฟังแล้วให้ความรู้สึกดราม่ามาก ฟังท่อน intro ไปพร้อมๆ กับอาการเหนื่อย แล้วยังถูกคนรอบข้างแซงไปเรื่อยๆ อีก เสียงเพลงประกอบการวิ่งในอารมณ์นั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราสุดท้ายก็เป็นการเดินทางเพียงลำพังที่มีผู้คนผ่านเข้ามาและออกไป เห็นเงาตัวเราเองพาดถนนผ่านซ้ำไปซ้ำมาเมื่อก้าววิ่งไปแต่ละครั้งที่ผ่านเสาไฟ แต่ตอนนั้นแทนที่จะหมดแรง เรากลับวิ่งด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเพลงเข้าสู่ท่อนเกือบท้าย มันเร้าอารมณ์ให้นึกว่าตนเองเป็นเทียนที่เปล่งแสงสุกสว่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะดับลงไป เราก็ฮึดวิ่งแซงคนข้างๆ คนแล้วคนเล่า (แต่เราโดนแซงหนึ่งคนโดยฝรั่งที่วิ่งเร็วเหลือเกิน 55) และเมื่อถึงท่อนสุดท้ายฟินาเล่ เจ๊ Misia ก็แผดร้องท่ามกลาง background เสียงวงคอรัสที่ร้องประสาน ก่อนที่จะแผ่วเบาเหมือนเทียนที่ดับแสงในที่สุด ในตอนนั้นเราที่หมดแรงแล้วก็หยุดวิ่งไปด้วยเช่นกัน…

พอได้เดินพัก ร่างกายที่เย็นลง ใจที่เย็นลง ก็คิดได้ว่าเมื่อกี้คงเป็นเหมือนกับจุดสูงสุดของชีวิตคน ที่หลายคนหวังให้มีช่วงรุ่งโรจน์ด้วยพลังแห่งความทะเยอทะยานแบบนั้นแหละ เป็นแรงผลักแห่งความเศร้า ความรุนแรง เป็นแรงผลักจากด้านลบหน่อยๆ แต่หลังจากนั้นล่ะ ชีวิตมันก็ต้องมีขาลงเป็นธรรมดา เมื่อขาลงแล้วแต่ชีวิตก็ยังไม่จบสิ้น โลกยังไม่แตก เราก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไปนี่นา

ในอัลบั้ม Kiss in the Sky ไม่ได้จบลงอย่างเกรี้ยวกราดที่ track 12 ยังคงมี track หลังจากนี้อีก เมื่อ track 13 “Shining Star” และ track 14 太陽がいるから, “Because There’s the Sun” เล่นต่อมา เพลงจังหวะสนุกๆ พวกนี้มันก็ทำให้เรามองภาพการวิ่งเดิมในมุมที่ต่างออกไป ผู้คนที่เข้ามาและจากไปในเส้นทางวิ่ง รวมไปถึงเส้นทางชีวิต มันก็มีสีสันคุณค่า ณ ช่วงเวลานั้นๆ เช่นกัน อย่างน้องผู้หญิงเสื้อฟ้าหางม้า ที่วิ่งช้าๆ เรื่อยๆ ข้างหน้าเราตอนนี้ เธอวิ่งไปด้วยหางม้าก็สะบัดไปด้วยมันก็ดูเพลินตาดี เมื่อกี้เราวิ่งแซงเธอใน track 12 พอเราหยุดเดินเธอผู้ที่วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก ก็กลับมาแซงเราใหม่ หรือพอมองไปที่ม้านั่งข้างทางก็มีคู่สามีภรรยาชนชาติแขกที่อายุเยอะแล้วนั่งพักอยู่ ภรรยาก็นั่งอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ ส่วนสามีก็นอนหลับหนุนตักเมียสบายใจเฉิบ ^^ ภาพของคนรอบข้างที่เราเห็นตอนวิ่งช้าๆ เหล่านี้ มันก็สร้างความเพลิดเพลินให้เราไม่แพ้ความรู้สึกดราม่าฮึกเหิมที่วิ่งเมื่อกี้เลย การวิ่งเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่มองโลกบวกมันก็ทำให้เราวิ่งผ่านรอบที่ 4 ไปได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยมาก

จนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย อัลบั้มของ Misia จบไปแล้ว เราเปลี่ยนไปฟังเพลงสบายๆ ของเจ๊ Olivia Ong แทน จนเมื่อเพลง 如燕 ดังขึ้นมา เพลงซึ้งๆ ช้าๆ งดงามเพลงนี้ มันก็กระตุ้นให้เราเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา 3,4 รอบ เพลงซึ้งๆ แบบนี้แหละเหมาะสำหรับเป็นบทสรุปในเส้นทางวิ่ง 5 รอบของเราในวันนี้ 🙂

ตลกดีนะ วิ่งไป ฟังเพลงไป จิตใจมันจะคิดฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้ อยากจดบันทึกเอาไว้หน่อยว่าช่วงเวลานั้นเราคิดอะไรบ้าง ใจมนุษย์นี่มันคิดโน่นนี่ แส่ส่ายไปรับเอาเรื่องต่างๆ มาคิด นึก ปรุงแต่ง จริงๆ พอได้ลองมาสังเกตและจดไว้บ้างก็ไม่เลว 😀

Advertisements

first rabbit

first-rabbit

ในฐานะที่ติดตามวง AKB48 (รวมไปถึงวงน้องสาวต่างๆ) สิ่งหนึ่งที่เราทึ่งและชื่นชมก็คือวิสัยทัศน์ของ อากิพี หรือ อากิโมโตะ ยาซุชิ ที่ก่อตั้งและสามารถผลักดันให้วงนี้โด่งดังจนเป็นตำนานบทหนึ่งในวงการเพลงญี่ปุ่น แต่นอกจากบทบาทโปรดิวเซอร์แล้ว ในฐานะนักแต่งเพลง เราก็ชื่นชมแกไม่แพ้กัน กับการที่สามารถแต่งเพลงอันมากมายมหาศาลให้กับวงนี้ (รวมไปถึงวงร้องสาวด้วย) หนึ่งในเพลงของ AKB48 ที่เราชอบก็คือเพลง “First Rabbit” (ลองดู PV ของเพลงนี้ได้ตามลิงก์ต่อไปนี้ เอามาให้ดูสามเวอร์ชัน : เวอร์ชันปกติ, เวอร์ชันประกอบหนังสารคดี Documentary of AKB48 – Show Must Go On, เวอร์ชันอนิเมชัน)

นอกเหนือไปจากจังหวะทำนองที่สนุกสนาน เมื่อเราลองดูเนื้อร้องของเพลงนี้ที่อากิพีแต่งจะพบว่ามีความหมายที่ดีมากเช่นกัน เนื้อเพลงนี้กล่าวถึงความรู้สึกของ “กระต่ายตัวแรก” ที่จะเดินทางไปในเส้นทางที่ยังไม่เคยมีกระต่ายตัวอื่นไปมาก่อน มันอาจจะมีอันตรายรออยู่ แต่ด้วยแรงผลักดันในการเดินไปสู่ความฝัน ทำให้กระต่ายตัวแรกตัวนั้นเริ่มออกเดินทาง

จะว่าไป อากิพี ก็เหมือนกับกระต่ายตัวแรกเช่นกันที่กล้าผลิตวงดนตรีเกิร์ลกรุ๊ปซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่เคยเป็นอยู่เดิมในขณะนั้น (ใครอยากรู้ถึงสิ่งที่ อากิพี และสาวๆ AKB48 ยุคแรกเผชิญในฐานะกระต่ายตัวแรก ขอแนะนำให้ดูรายการ Kin Sma Special : ช่วงเวลาที่ยากลำบากของ AKB48 )

จากคำว่า “กระต่ายตัวแรก” ทำให้เรานึกถึงอีก 2 คำที่ความหมายใกล้เคียงกัน คือคำว่า “อิฐก้อนแรก” ที่กล่าวโดยอาจารย์โกมล คีมทอง ที่หมายถึงคนแรกที่ยอมอุทิศตนเป็นรากฐานเพื่อจะให้มีอิฐก้อนต่อไปถมลงมาในน้ำจนกองอิฐเหล่านั้นโผล่พ้นน้ำในที่สุด และคำว่า “คนเป่านกหวีด” ที่หมายถึง คนที่เอาความลับการกระทำผิดโดยรัฐหรือองค์กรมาเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ เราคิดว่าทั้งสามคำนี้มีจุดร่วมที่เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือ “ความกล้าหาญ”

ลองนึกถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ในห้องเรียน เวลาคุณครูสอนเสร็จก็มักจะพูดว่ามีนักเรียนคนไหนอยากถามบ้าง โดยธรรมชาติของเด็กบ้านเราก็จะไม่ค่อยมีใครกล้ายกมือถามเท่าไหร่ จนเมื่อมีคนแรกที่กล้ายกมือถาม มันก็จะมีคนต่อๆ ไปยกมือถามตามขึ้นมา คนที่ยกมือถามเป็นคนแรกท่ามกลางบรรยากาศที่รอให้มีใครซักคนยกมือก่อน คนนั้นก็เป็นกระต่ายตัวแรกเช่นกัน

หรือแม้แต่การประกอบธุรกิจ คนแรกที่มีไอเดียใหม่ๆ และกล้าลงมือปฏิบัติจริง แม้อาจจะเสี่ยงต่อการล้มเหลวก็ตาม เราก็ถือว่าคนๆ นั้นเป็นกระต่ายตัวแรกที่จุดประกายแนวคิดการทำธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ แม้คนที่ทำเจ้าแรก ไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดเสมอไปก็เถอะ ตัวอย่างก็มีมากมาย เช่น เว็บ search engine, social network หรือแม้แต่ หลอดไฟ (เอดิสันไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จนะ! แต่เป็นคนแรกที่สามารถคิดวิธีประดิษฐ์หลอดไฟในสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากเพื่อทำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้าได้)

เราเชื่อว่า การเป็นกระต่ายตัวแรก จะต้องอาศัยความกล้า ไม่ว่าความกล้านั้นจะมีแรงผลักดันจากอะไรก็ตาม บางคนอาจจะกล้าเป็นกระต่ายตัวแรกเพราะนิสัยที่เป็นนักผจญภัย อยากรู้อยากเห็นอยากพบสิ่งใหม่ๆ บางคนก็เป็นกระต่ายตัวแรกเพราะความอยากได้ผลประโยชน์เชิงธุรกิจเอาชนะความกลัวที่จะล้มเหลว บางคนก็เป็นกระต่ายตัวแรกเพราะมีความฝันที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น …

ถึงบางคนจะมีนิสัยที่ไม่กล้าเป็นกระต่ายตัวแรก ไม่ยอมยกมือถามคุณครูเป็นคนแรก แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าในชีวิตของคนเรา จะต้องมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างที่ผลักดันให้เราเป็นกระต่ายตัวแรกจนได้ และเมื่อถึงเวลานั้นจริง ก็ขอให้กระต่ายตัวนั้นก้าวเดินอย่างกล้าหาญบุกเบิกไปยังพรมแดนที่ยังไม่เคยมีกระต่ายตัวไหนเดินไปถึงนะ 🙂

ภาพรัก

paprak

อาจารย์ดนู ฮันตระกูล เป็นศิลปินนักแต่งเพลงชาวไทยในดวงใจคนหนึ่งของเรา และคุณแป๋ม สุภัทรา โกราษฎร์ (อินทรภักดี) ก็เป็นนักร้องหญิงคู่บุญที่ร่วมผลงานกับอาจารย์ดนูมาโดยตลอด สำหรับเรา คุณแป๋มนักร้องหญิงที่เราชอบน้ำเสียงของแกมาก เสียงหวานเหลือเกิน ในปลายปี 2554 คุณแป๋มได้ออกอัลบั้มใหม่ “ภาพรัก” หลังทิ้งช่วงจากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่แล้วไปนานมาก (อัลบั้มชุดที่แล้วคือ “เมื่อดอกซากุระบาน” ซึ่งเราชอบมาก)

อัลบั้มนี้ อาจารย์ดนูบอกว่า แทนที่คุณแป๋มจะทำหน้าที่ขับร้องอย่างเดียวเหมือนในอัลบั้มก่อน เธอยังได้มีส่วนร่วมในการวางรายละเอียดของอัลบั้ม ตั้งแต่แนวเพลง รูปแบบดนตรี คนแต่งเพลง คนเรียบเรียง ไปจนถึงการทำปกซีดี ทำให้เราฟังเพลงอัลบั้มนี้พร้อมกับนึกถึงภาพคุณแป๋มเป็นหญิงสาวในบทเพลงที่พูดถึงความรักในแง่มุมต่างๆ

อัลบั้ม “ภาพรัก” ร้อยเรียงบทเพลงสะท้อนภาพความรักหลากหลาย ตั้งแต่รักแรกรุ่นเมื่อเริ่มแอบมองรุ่นพี่สมัยเรียนมัธยม รักวูบไหววัยสาวเมื่อครั้งหนุ่มละตินมาขอเต้นรำ กระทั่งรักในวัยเติบโตทั้งในมุมหม่นเศร้าและหวานฉ่ำ รวมถึงรักไร้เงื่อนไขของพระเจ้าตามความเชื่อของชาวคาทอลิก นอกจากนั้นยังมีเพลงฝรั่งเศสและเพลงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาพประทับใจครั้งไปแสดงดนตรี กับ ดนู ฮันตระกูล ที่ประเทศต้นกำเนิดของบทเพลงทั้งสอง…

เพลงในอัลบั้มนี้ มีทั้งเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ และเพลงเก่าที่นำมาเรียบเรียงใหม่ เพลงที่ประทับใจเรามากๆ เมื่อฟังแรกเริ่ม คือ “ปีกรัก (Wings of Love)” จากละครเพลง แฮมเล็ต ที่กล่าวถึงอานุภาพของความรักเปรียบเสมือนปีกที่เป็นพลังให้ใจเราสามารถโบยบินไปได้ทุกที่, “รุมลวง” เพลงจังหวะสนุกที่บรรยายความรู้สึกของหญิงสาวที่มีชายหนุ่มมาขอเต้นรำ และ “จันทร์เอ๋ย” เป็นเพลงเก่า ประพันธ์คำร้องโดยพระยาโกมารกุลมนตรี ทำนองโดยหม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ พูดถึงความเหงาของหญิงสาว มองอะไรก็ดูโศกเศร้าไปหมด เพลงนี้เราเคยฟังเวอร์ชันคุณรัดเกล้ากับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพฯ เพราะไปคนละแบบ

รูปแบบดนตรีของอัลบั้ม เป็นแบบดนตรี 4 ชิ้น คือ ไวโอลิน, เชลโล, เปียโน และ คลาริเน็ต เป็นเครื่องดนตรีตัวเอก ตามรูปแบบที่คุ้นเคยของอาจารย์ดนู และยังคงอัดเสียงแบบวิธีเดิมของงานชิ้นก่อนๆ คืออัดสดพร้อมกันทั้งคนร้องและเครื่องดนตรี ไม่ได้เหมือนสมัยใหม่ที่นิยมแยกอัดทีละชิ้น ทำให้เราสัมผัสถึงความอารมณ์ของผู้เล่นผู้ร้องที่บรรเลงดนตรีไปร่วมกัน ลองดูวิดีโอเพลงรุมลวง ที่แสดงบรรยากาศในห้อง(นั่งเล่น)อัดได้อย่างสนุกสนาน มีชีวิตชีวา 🙂

อยากแนะนำให้ได้ฟังกัน โดยเฉพาะเด็กๆ วัยรุ่นสมัยใหม่ เพราะอัลบั้มของอาจารย์ดนูไม่ค่อยได้รับการโปรโมตในสื่อกระแสหลักมากนัก (ส่วนวัยผู้ใหญ่จะได้รับรู้ชื่อเสียงของอาจารย์ดนูมาในระดับหนึ่งแล้ว)  จะได้ภูมิใจว่าวงการเพลงไทยบ้านเรายังมีงานระดับคุณภาพแฝงเร้นซ่อนตัวอยู่

ป.ล. แถมลิงก์ facebook page แฟนเพลงคุณแป๋ม

5 อันดับเพลงไทยเดิมในดวงใจ part2 (จบ)

samkamnieng

หลังจาก 5 อันดับเพลงไทยเดิมในดวงใจ part1 เสนอเพลงไทยเดิมที่เราประทับใจไว้ 3 เพลง วันนี้ได้ฤกษ์มาแนะนำต่ออีก 2 เพลงให้จบ 🙂

4. ลาวดวงเดือน – กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม พระโอรสในรัชกาลที่ห้า ได้นิพนธ์เพลง “ลาวดวงเดือน” โดยเลียนลีลามาจากเพลงลาวดำเนินทราย ของจ่าเผ่น ผยองยิ่ง (โคม) ซึ่งเป็นเพลงสามท่อนเหมือนกัน ด้วยความอาลัยที่พลาดรักกับเจ้าหญิงชมชื่น ในตระกูลเจ้านายฝ่ายเหนือที่ทรงพบ ณ นครเชียงใหม่ เมื่อครั้งเสด็จไปทรงงานของกระทรวงเกษตราธิการในปี พ.ศ. 2446 เป็นครั้งแรกของชายหนุ่ยวัย 21 กับหญิงสาววัย 16 แต่ต้องผิดหวังกับการขอรับพระบรมราชานุญาตเสกสมรส* ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯด้วยฤทัยโทมนัส ครั้งเสด็จตรวจราชการทางภาคอีสานในปีต่อมา จึงได้ทรงจารความรันทดนี้ขึ้นไว้ หวังจะให้คลายอาดูรนั้น คราใดที่ต้องสายลมพัดจากเบื้องทิศพายัพ ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดวงเดือนเป็นการประโลมพระทัยเสมอ จนตลอดพระชนม์ชีพ

*เหตุที่ทัดทานครั้งนี้เกิดจากเรื่องความรักระหว่างพระองค์เจ้าโสณบัณฑิต ซึ่งเคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2433 พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดง แถวแม่น้ำสาละวิน(คง) และได้พบรักกับ เจ้าหญิงข่ายแก้ว ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์(มหายศ) แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส และไม่มีพระโอรสและพระธิดาด้วยกัน ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพก็ไม่ได้เอาลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายเป็น “แม่ร้าง” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์(ธรรมลังกา) จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้

เวอร์ชั่นแนะนำ : ขุนอิน ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า อัลบั้ม ขุนอิน ระนาดบางกอก

5. ลาวจ้อย (สร้อยแสงแดง) – พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (เนื้อร้อง)

เพลงลาวจ้อยสองชั้น สำเนียงลาว ทำนองเพลงเก่าไม่ปรากฎผู้แต่ง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ลาวต่อไก่ ลาวเง ลาวเซิ้ง สร้อยแสงแดง เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงขับร้องประกอบระบำไก่ ในละครเรื่อง “พระลอ”** ตอน พระลอตามไก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงบรรจุเพลงขับร้องและดนตรีในเรื่องพระลอ อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ ประดิษฐ์ท่ารำ ส่วนชื่อลาวจ้อย เรียกตามสร้อยของทำนองเพลงที่มีบทว่า “จ้อยแม่นา”

**ลิลิตพระลอ  ได้มีผู้นำไปจัดทำเป็นบทละคร  เท่าที่รู้จักกันในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน 3 สำนวน คือ
– บทละครเรื่องพระลอนรลักษณ์ พระบวรราชนิพนธ์ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ในรัชกาลที่ 3
– บทละครเรื่องพระลอ สำนวนเจ้าพระยาเทเวศร์วงค์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร)
– บทละครเรื่องพระลอ พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
ซึ่งเรามักจะคุ้นหู คุ้นเนื้อเพลงจากสำนวนสุดท้ายนี้มากที่สุด เพราะวงดนตรีไทยที่บรรเลงเพลงสำเนียงลาวต่างๆ มักจะตัดเนื้อเพลงมากจากบทละครนี้ไม่ว่าจะเป็นเพลงลาวเจริญศรี “อายุเยาวเรศรุ่นเจริญศรี …พระเพื่อนพี่แพงน้องสองสมร”, เพลงลาวครวญ “โอ้พระชนนีศรีแมนสรวง จะโศกทรวงเสียวรู้สึกรำลึกถึง” หรือ เพลงลาวจ้อย “สร้อยแสงแดงพระพาย ขนเขียวลายระยับ”

เวอร์ชั่นแนะนำ : The Bangkok Acoustic อัลบั้ม เพ้อ

ที่มาข้อมูล : ซีดีเพลงไหมไทย-หิรัญ, เว็บบ้านน้าเพลงไทย, บล็อกคุณนัทธ์

——————————————————————————————–

เพลงไทยเดิมเหล่านี้ล้วนมีความงดงามทั้งแง่ทำนองและเนื้อร้องมาก หลายคนมักจะมองเพลงเหล่านี้เป็น “ของเก่า” กลัวจะถูกมองว่าเชยจึงไม่ได้ทดลองฟังเพลงเหล่านี้ แต่สำหรับเราเห็นว่า เพลงที่เราไม่เคยฟังมาก่อนล้วนเป็น “ของใหม่” ทั้งสิ้น น่าเสียดายที่พวกเราจะมองข้ามเพลงเหล่านี้ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสจริงๆ

โดยส่วนตัว เราไม่ได้ชาตินิยมหรืออนุรักษ์นิยม จนต้องมาฟังเพลงพวกนี้ แต่เพราะเราเห็นว่าเพลงไทยเดิมเหล่านี้มีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว ประกอบกับคุณุปการของครูเพลงรุ่นใหม่ที่เรียบเรียงเพลงไทยเดิมให้ไพเราะระรื่นหูสำหรับคนในยุคนี้ จึงอยากจะเชิญชวนผู้ที่สนใจอยากฟังเพลงดีๆ ให้ลองกลับมาฟังเพลงเหล่านี้กันบ้าง 🙂

สุดท้ายของฝากความเห็นส่วนหนึ่งจากบทความของ รศ.น.พ. พูนพิศ อมาตยกุล ที่พูดถึงเพลงไทยได้ถูกใจเรายิ่งนัก

“ความยึดมั่นในสิ่งที่เรารักคือดนตรีนั้น เป็นสิ่งที่มีในใจคนไทยทุกคนไม่เท่าเทียมกัน มีมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งยึดไว้แน่นเท่าใด ย่อมมีทุกข์เท่านั้น ข้อคิดในหัวข้อนี้เพียงจะเตือนใจไว้ว่า ศิลปวัฒนธรรมนั้น ไม่ใช่เหล็กกล้า หรือหินที่แข็งแกร่ง แต่อ่อนนิ่มได้และแข็งได้ เหมือนการไหลหลั่งของกระแสน้ำ บางครั้งวัฒนธรรมฝรั่งตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาจนท่วมท้น กลบของเก่าดั้งเดิมจนมองหาแทบไม่เห็น ดังเช่นวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกของสเปนและอเมริกันท่วมท้นเข้ามาในประเทศ ฟิลิปปินส์ จนจะหาดนตรีดั้งเดิมฟังไม่ได้ บางครั้งการหลั่งไหลอาจจะมาช้าๆ แล้วแห้งหายไปเองก็มีเหมือนกัน ถ้าไม่มีการสืบทอด ตัวอย่างเช่น ดนตรีร่วมสมัยไทยฝรั่ง อาจจะขาดลงก็ได้ถ้าคนไทยไม่สนับสนุน ซึ่งก็เป็นความไม่แน่นอนของโลก ในข้อคิดนี้ท่านอาจจะไม่ต้องออกแรงอันใด ได้แต่นั่งดูความเปลี่ยนแปลงของโลกดนตรี ไม่ยึดมั่นจนเกิดทุกข์ ก็สบายไปอีกแบบหนึ่ง”

5 อันดับเพลงไทยเดิมในดวงใจ part1

bsoartwork

คิดๆ ดู เราก็เป็นคนที่ฟังเพลงหลายแนวเหมือนกัน หนึ่งในนั้นก็คือ “เพลงบรรเลงไทยเดิม” เพลงไทยพวกนี้เราจะชอบฟังที่เป็นการบรรเลงแบบประยุกต์ คือไม่ได้บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มโหรีแบบเก่า แต่เป็นการนำเครื่องดนตรีสากลมาบรรเลง ซึ่งในเมืองไทยมีหลายวงมากที่ทำแบบนี้ เช่น วงฟองน้ำ, วงไหมไทยของดนู ฮันตระกูล, วงบอยไทย, ชัยภัค ภัทรจินดา (นิค กอไผ่), ขุนอิน ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า, Bangkok Symphony Orchestra, Thailand Philharmonic Orchestra ฯลฯ

วงเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะนำเพลงไทยเดิมมาเรียบเรียงใหม่ ทำให้เรารู้จักเพลงไทยเดิมมากมายจากการฟังวงเหล่านี้ โพสนี้จึงขอนำเอาเพลงไทยที่มีท่วงทำนองที่โดนใจเรามากที่สุด 5 อันดับ (ไม่เรียงคะแนน เพราะชอบพอๆ กัน) มาแนะนำให้ได้รู้จักกัน 🙂

หมายเหตุ : ขอบเขตของเพลงไทยเดิมของเรา คือผู้แต่งเพลงไม่ได้อยู่ในยุคสมัยของเรา เช่น เพลงที่แต่งโดย อ.ดนู ฮันตระกูล เราจะไม่ได้เอามารวมไว้ในที่นี่

1. แขกสาย – กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

เมื่อ พ.ศ. 2471 กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงนำเอาเพลงแขกโหม่ง 2 ชั้น* ซึ่งในสมัย ร.5 ได้มีผู้ขยายจากเพลงเก่าอัตราชั้นเดียว มาทรงพระนิพนธ์ทำนองขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว เพื่อรวมกับของเดิมให้ครบเถา** โดยทางดนตรีเป็นทางแตรวงแบบดุริยางค์สากล ภายหลังทรงแก้ให้เป็นทางปี่พาทย์สำหรับวงวังบางขุนพรหมของพระองค์เอง ส่วนชื่อนั้น ทรงนำมาจาก “เมืองสาย” หรือ “สายบุรี” อำเภอหนึ่งในปัตตานี ซึ่งแต่โบราณคืออาณาจักรลังกาสุกะ และสายบุรี (จากภาษามลายู “นครีซา”) จัดเป็นหัวเมืองศูนย์กลางขนส่งสินค้าสู่ทะเล ทั้งเป็นแหล่งไหลเลื่อมเชื่อมต่อของอารย วัฒนธรรมจากหัวเมืองนั้น ขึ้นสู่แหลมทอง หรือดินแดนสุวรรณภูมิในปัจจุบัน

*เพลงจังหวะช้า เรียกว่า อัตรา 3 ชั้น, จังหวะปานกลาง เรียกว่า อัตรา 2 ชั้น, จังหวะเร็ว เรียกว่า อัตราชั้นเดียว

**เพลงเถาก็คือเพลงที่มีอัตราจังหวะตั้งแต่ 3 ชั้น 2 ชั้น และชั้นเดียว บรรเลงติดต่อกัน ลักษณะเด่นของเพลงเถาก็คือ ร้อง 1 ท่อน แล้ววงดนตรีก็ค่อยบรรเลงรับหนึ่งท่อน สลับกันไปเรื่อยๆ จนจบเพลง ไม่ได้ร้องคลอไปกับดนตรี ยิ่งบรรเลงจังหวะก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ

เวอร์ชั่นแนะนำ : Thailand Philharmonic Orchestra อัลบั้ม ๑๐๐ ปี ไกลบ้าน ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง

2. มยุราภิรมย์ – ครูมนตรี ตราโมท

เพลงมยุราภิรมย์ เป็นหนึ่งในชุดเพลงระบำสัตว์ที่ครูมนตรี ตราโมท (ครูเพลงไทยเดิมผู้เปี่ยมด้วยอัฉริยภาพทางดนตรีไทย ผู้นำในการบันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากล) ได้ประพันธ์ไว้เพื่อประกอบระบำมยุราภิรมย์หรือระบำนกยูง ในการแสดงละครเรื่อง “อิเหนา” ตอน “หย้าหรันได้นางเกนหลง” เนื่องในโอกาสรับรองประธานาธิบดีซูการ์โน แห่งอินโดนิเซีย ราชอาคันตุกะ ณ หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรม สนามเสือป่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2504 ทำนองเพลงนี้ครูมนตรีได้แนวมาจากเพลงเขมรไทรโยค พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดังนั้นทำนองเพลงนี้จึงมีลีลาที่เลียนเสียงร้องของนกยูงที่ร้องร่ายรำร่อนอย่างมีความสุข นอกจากใช้ประกอบระบำแล้ว ยังนำมาบรรเลงออกเพลงเขมรไทรโยคด้วย เพลงมยุราภิรมย์นี้ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นเพลงช้า (2 ชั้น) และเพลงเร็ว (ชั้นเดียว)

เวอร์ชั่นแนะนำ : Zansab Philharmonic Orchestra อัลบั้ม สี่แผ่นดิน

3. ต้นบรเทศ (ต้นวรเชษฐ์)

เพลงนี้เดิมเป็นเพลงต้น 2 ชั้น (เพลงต้นคือเพลงที่ท่อนเพลงตรงไปตรงมา ไม่มีลูกล่อลูกชน ไม่มีชั้นเชิงเหมือนเพลงเถาที่มี 3 ชั้น) ที่มาของคำว่า “บรเทศ” มีผู้สันนิษฐานว่า เราได้ยินชาวอินเดียเรียกคนต่างด้าวว่า ปัรเดสี (Pardesi) ซึ่งแผลงทางสำเนียงไทยว่า “ปรเทสี” และกลายเป็น “บรเทศ”  ส่วน “วรเชษฐ์” เข้าใจว่าเพี้ยนมาจาก “บรเทศ” อีกที

เพลง “ต้นบรเทศ” มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ไม่ทราบนามผู้แต่ง เมื่อถึงสมัยกรุงเทพฯ ประมาณปลายรัชกาลที่ 4 นักดนตรีชาวบ้านอัมพวาชื่อนายกล้อย ณ บางช้าง ได้นำทำนองของเก่านี้มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี 2437-2452 พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ได้ปรับทำนองอัตรา 2 ชั้นของครูกล้อยมาใช้ในการแสดงละครดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ เกิดเป็นทำนองไพเราะ นิยมสืบมาจนทุกวันนี้ เป็นทำนองเดียวกับที่ สุนทราภรณ์ เอาไปทำเป็นเพลงอวยพร (วันนี้วันดีศรีสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล…) และคุณจำนง รังสิกุล นำไปใช้เป็นเพลงเปิดสถานีโทรทัศน์ ช่อง 4 วิกบางขุนพรหม และเพลงลูกทุ่ง “กินข้าวกับน้ำพริก…” ลุแผ่นดินรัชกาลที่ 7 หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) นำงานอัตรา 2 ชั้นของพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) มาปรุงขึ้นเป็นเพลงเถา (ทางกรอ) ขึ้นใหม่ ลีลาไพเราะอ่อนหวานน่าฟังมาก ชื่อ “ชมแสงจันทร์เถา” จนถึงปี 2478 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร) จึงทำทางเปลี่ยนสำหรับ “ชมแสงจันทร์” สามชั้นให้เป็นทางลีลาอย่างชายเจ้าชู้ขึ้นอีกทางหนึ่งชื่อ “ชมแสงทอง”

เวอร์ชั่นแนะนำ : ดนู ฮันตระกูล อัลบั้ม ไหมไทย 1

(ติดตามตอนต่อไปได้ที่ part 2 (จบ) )

ที่มาข้อมูล : ซีดีเพลงไหมไทย-เสน่หา, ซีดีเพลงไหมไทย-หิรัญ, blog คุณ Plin, :-pblog คุณอินทนิล บุญประกอบ, เว็บบ้านน้าเพลงไทย

ตรงแนวๆ

ตรงแนวๆ

TATTOO COLOUR เป็นวงดนตรีไทยยุคใหม่อีกหนึ่งวงที่เราชื่นชมและติดตามทุกอัลบั้ม เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาวงนี้ได้ออกอัลบั้มใหม่ลำดับที่ 3 “ตรงแนวๆ” ซึ่งตอนนี้เราก็ไปซื้อแผ่นอุดหนุนเป็นที่เรียบร้อย

สไตล์เพลงนี้อัลบั้มนี้ยังคงเหมือนสองอัลบั้มที่ผ่านมา คือเน้นความสนุกสนาน อารมณ์ดีเป็นหลัก อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงที่เนื้อหาดี โดนใจเรา เช่น “เรือสำราญ”, “รักแรกพบ”, “แล้วแต่” (เพลงที่เนื้อหาดีๆ เวลาเราฟังครั้งแรกจะขนลุก ซึ่งทั้ง 3 นี้ขนลุกหมดเลย ^^) และเพลงที่ทำนองดนตรีสุดยอด เช่น “แค่นั้นจริงๆ”, “แปรผกผัน” (สังเกตว่าเพลงที่เราชอบด้านดนตรี มักมีคนอื่นมาแจมด้วย) นอกจากนี้ยังมี hidden track ที่ซ่อนอยู่ 2 เพลงตามธรรมเนียมของวงนี้ โดยเฉพาะ hidden track ที่ 2 ที่เป็นละครวิทยุ นับว่าแปลกและฮาดี 😀

เป็นอัลบั้มที่เราขอแนะนำเลย เพราะทุกเพลง คุ้มค่ามาก เมื่อวงการเพลงไทยมีอัลบั้มดีออกมาเราก็ควรจะสนับสนุนจริงมั้ย 🙂

แปรผกผัน – TATTOO COLOUR feat. Cyndi Seui
(คลิกลิงก์ฟังเพลงตัวอย่างในอัลบั้ม)

ป.ล. แถมลิงก์ youtube ของตงมือกลองวง เอาไว้ดูเบื้องหลังการทำอัลบั้ม

left right and something

left-right-and-something

ปกติเราไม่ค่อยฟังเพลงแนวร็อคเท่าไหร่ ชอบแนวฟังสบายมากกว่า (แต่บางครั้งก็แอบไปฟังฟิวชั่นแจ๊ซไม่ก็อิเล็คทรอนิคส์) จนเมื่อคราวได้กลับบ้านที่เชียงใหม่ได้รับไฟล์ mp3 พร้อมคำแนะนำจากพี่บดินทร์ให้ลองฟังอัลบั้มนี้ดู วงนี้เจ๋งมาก พอลองฟังก็พบว่าเพลงหลายเพลงมันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินตอนรายงานผลอันดับเพลงในแฟตเรดิโอ (ช่วงหลังๆ เราไม่ค่อยฟังเพลงในแฟตเรดิโอแล้ว ฟังแต่ช่วงหนังหน้าไมค์) เมื่อฟังหมดอัลบั้มก็รู้เลยว่า วงร็อคน้องใหม่วงนี้น่าสนใจจริงๆ พอกลับมากรุงเทพเลยหาโอกาสซื้อแผ่นอุดหนุนศิลปินซะ

MUSKETEERS เป็นอีกกลุ่มศิลปินที่มาจากจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดเรา 🙂  “LEFT RIGHT AND SOMETHING” เป็นชื่ออัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของพวกเขา ทำนองของเพลงทั้งอัลบั้มฟังแล้วติดหูมาก (ปกติเรามักจะฟังเพลงที่ทำนองมากกว่าเนื้อร้อง) ในขณะเดียวกันพอมาพิจารณาเนื้อร้องก็พบว่าแต่งเนื้อได้ดีมากเช่นกัน เนื้อหาเพลงมันไม่ได้วนเวียนอยู่แต่เรื่องความรักอย่างเดียว เราถือว่าเป็นอัลบั้มที่คุ้มค่ามาก เพลงที่เราชอบมากเป็นพิเศษคือ พริบตา, ไกล, ยาระบาย, อยู่ที่เธอ, ของขวัญ, Time Out (อ้าว ซัดไปครึ่งอัลบั้มแล้ว) แต่เพลงที่เหลือก็เพราะเหมือนกันนะ

ตอนนี้วงนี้กลายเป็นศิลปินรุ่นปัจจุบันจากเชียงใหม่อีกรายแล้ว (ถัดจาก ETC., จุ๋ย จุ๋ยส์) ที่เรารอคอยผลงานชิ้นถัดไปอย่างใจจดใจจ่อ

ของขวัญ – MUSKETEERS

(คลิกลิงก์ฟังเพลงตัวอย่างในอัลบั้ม)