Top 10 films of 2016

top10films2016

Top 10 films of 2016
ไม่เรียงลำดับนะ

1. A Cappella (無伴奏)
ความเศร้าสร้อยอันงดงาม

2. Embrace of the serpent
มนต์มายาแห่งป่าอเมซอน

3. Where to Invade Next
ดูแล้วมีความหวังกับโลก เรามาเก็บดอกไม้ ไม่ใช่ก้อนอิฐ

4. Everybody Wants Some!!
รำลึกชีวิตวัยรุ่นมหาลัยอันแสนหวาน

5. Train to Busan
ตื่นเต้นระทึกพร้อมกันไปทั้งโรงหนัง

6. Sully
หนังซุเปอร์ฮีโร่แห่งปี

7. Shin Godzilla
แฟนอีวานเกเลียนฟิน

8. Happy Hour
อีพิคกับชีวิต 4 สาวและผู้คนที่รายล้อม

9. Sword Master
เรื่องราวโลกยุทธจักรอันแสนเท่

10. The Wailing
เฮี้ยน เหวอ ไม่รู้จะเชื่อใจใครดี

movies-series 2015

movies

ปีนี้ดูหนังโรงเยอะกว่าปีที่แล้วถึง 2 เท่า คิดว่าเป็นเพราะมีเพื่อนที่ไปร่วมดูหนังพร้อมกันมากขึ้น บางเรื่องเราไม่ได้อยากดูมากนัก แต่เพื่อนอยากดู พอไปดูด้วยกันก็พบว่าเป็นหนังที่ดีมากๆ หลายเรื่อง 🙂 หนังที่เราดูตลอดปี 2015 มีรายชื่อดังต่อไปนี้ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Circle (2014, Stefan Haupt) B+
2 Foxcatcher B
3 The Tale of Princess Kaguya B+
4 PK (2014, Rajkumar Hirani) A
5 Ida B+
6 Maps to the Stars B
7 The Imitation Game A
8 เพลงของข้าว B
9 Life Itself A
10 The Light Shines Only There B+
11 The Theory of Everything B
12 About the Pink Sky B+
13 The World of Kanako B
14 The Riot Club B+
15 No Impact Man: The Documentary B+
16 Just Eat It: A Food Waste Story B
17 Insurgent B
18 X+Y (2014) A
19 Citizenfour B+
20 Little Forest: Summer & Autumn B+
21 When Marnie was There B
22 The Age of Adaline B
23 Parasyte: Part 1 B+
24 Mad Max: Fury Road B+
25 Song of the Sea B+
26 La Famille Belier B+
27 A Matter of Taste: Serving Up Paul Liebrandt B+
28 Man with a Movie Camera C
29 Little Forest : Winter & Spring B+
30 It Follows B+
31 Love & Mercy A
32 The Wolfpack B
33 Danny Collins B+
34 Inside Out A
35 Our Little Sister (Umimachi Diary) A
36 Parasyte: Part 2 B
37 Amy B+
38 ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ B+
39 The Case of Hana & Alice A
40 Maze Runner 2 C+
41 The Tribe B+
42 Pawn Sacrifice B
43 The Martian B+
44 The New Rijksmuseum B+
45 Sicario B+
46 The Little Prince A
47 The Intern B+
48 Man on Wire B
49 TAG: อวสาน…โมเอะ B
50 Snap B
51 Life (2015, Anton Corbijn) C+
52 The Lobster B+
53 The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 B
54 The Good Dinosaur A
55 Knock Knock B
56 คีตราชนิพนธ์ B+
57 In the Heart of the Sea B+
58 รุ่นพี่ B+
59 Star Wars: The Force Awakens B+
60 Irrational Man B+

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Documentary of AKB48 – The Time has Come B
2 Love’s Whirlpool B+
3 That Demon Within B
4 Barfi! A
5 Birdman A
6 3 Idiots A
7 Chef B+
8 Bread of Happiness B
9 Predestination A
10 Wood Job! A
11 Kingsman: The Secret Service B+
12 Ex Machina B+
13 My Pretend Girlfriend B
14 Focus B+
15 Ototo A
16 Utatama ♪ A
17 Dearest B+
18 Skyfall B
19 The Holiday B+
20 เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ B+

series

สำหรับซีรีส์ ขอแบ่งเป็น อนิเมะ กับ คนแสดง เอาเท่าที่ดูจบ เพราะมีหลายเรื่องที่ยังดองไว้อยู่ เลยยังตัดสินไม่ได้ว่าดีรึเปล่า อนิเมะนี่ถือว่าพีคมาก มีเรื่องที่ได้ A+ ตั้ง 3 เรื่อง

anime

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Steins;Gate The Movie A
2 Chihayafuru (season 1-2) A+
3 Saenai Heroin no Sodatekata B
4 Shigatsu wa Kimi no Uso A+
5 Knights of Sidonia (season 1-2) B+
6 Shirobako A+
7 One Punch Man A

ส่วนซีรีส์คนแสดง ส่วนใหญ่ดูซีรีส์ญี่ปุ่น ซึ่งดูไม่จบค้างไว้หลายเรื่อง ปีนี้มีละครไทยที่ดู 2 เรื่อง (รัตนาวดี กับ ฮอร์โมน ซีซัน 3) ซึ่งก็ดูไม่จบเช่นกัน ปีหน้าคงจะได้ดูหลายเรื่อง เพราะสมัคร iflix ไว้ตั้ง 2 ปี

series (คนแสดง)

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Wayward Pines B+
2 Newsroom Season 2 A
3 Dr. Rintaro A
4 Mr.Robot A+

หวังว่าปีหน้าคงจะมีอะไรดีๆ ให้ดูกันอีกนะ ^^

movies 2014

ปีนี้ดูหนังโรงมากกว่าปีที่แล้ว แต่ดูหนังแผ่นน้อยกว่าแฮะ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Secret Life of Walter Mitty   B+
2 The Wolf of Wall Street   B
3 Her   B
4 Will You Still Love Me Tomorrow?   B
5 Design & Thinking   B
6 Google & The World Brain   B
7 Urbanized   B+
8 American Dreams In China   A
9 The Lunchbox   B+
10 The Railway Man   B
11 Enemy   B+
12 X-Men: Days of Future Past   B+
13 Edge of Tomorrow   B+
14 Maleficent   B
15 The Wind Rises   B
16 Begin Again   A
17 ฝากไว้..ในกายเธอ   B
18 Third Person   B+
19 Boyhood   B+
20 ตุ๊กแกรักแป้งมาก   A
21 Lucy   B+
22 God Help the Girl   B+
23 Gone Girl   B
24 Whiplash   A
25 Interstellar   B+
26 The Master (2014)   A
27 Magic in the Moonlight   A
28 Sur Real เกมส์พลิก โชคชะตาเล่นตลก รักตาลปัตร   B
29 Saint Laurent   B
30 Finding Vivian Maier   B
31 Stand by Me Doraemon   A

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 A Story of Yonosuke   B+
2 Moteki (2011)   B
3 ประชาธิป’ไทย Paradoxocracy   B+
4 Halfway (2009)   A
5 I Have To Buy New Shoes   B
6 Hidamari no Kanojo   B+
7 Tokyo Family   B
8 City Lights   B
9 Groundhog Day   B+
10 What the Snow Brings   B
11 The Kingdom of Dreams and Madness   B+
12 HImizu (2011)   B
13 The Little House (Chiisai Ouchi)   A
14 Solanin   B+
15 A Muse (Eun Gyo)   C+
16 The Story of a Small Town   A+
17 Eat Drink Man Woman   A
18 So Young   B

ป.ล. ลืมจดซีรีส์กับอนิเมะที่ดูไว้อีกแล้ว เท่าที่ประทับใจมากๆ ที่นึกได้คือซีรีส์ฝรั่ง the newsroom ดูไป 2 ซีซั่นแล้ว ติดหนึบเลย ซีรีส์ญี่ปุ่น shinya shokudo (ภัตตาคารเที่ยงคืน) ก็ดีงามมาก ออกมา 3 ซีซั่นละ แต่เรายังดูไม่จบ ค่อยๆ ดูตอนกินข้าว 555 มินิซีรีส์ญี่ปุ่น pan to soup to neko biyori (ขนมปัง กับซุป และอากาศวันแมว) ก็ถือว่าอบอุ่น เรียบง่าย เข้าทางเรามาก ส่วนซีรีส์อนิเมะดูน้อยมาก ที่ชอบที่สุดก็คือ ping pong the animation งานของมหาเทพ masaaki yuasa ปีนี้คงต้องจดสองประเภทนี้เอาไว้ด้วย ใครสนใจเรื่องไหนก็ถามมาได้นะ เดี๋ยวจะบอกแหล่งหาดูให้ 🙂

movies 2013

รายการหนังโรงและหนังแผ่นที่ดูมาในรอบปี 2013 พร้อมเกรด เรียงตามลำดับเวลาการดู

หนังโรง

ลำดับ

ชื่อ

เกรด

1

Wreck-It Ralph

B+

2

Zero Dark Thirty

B+

3

The Last Tycoon

B+

4

Les Misérables

B

5

Silver Linings Playbook

B+

6

Chronicle of My Mother

A+

7

Stoker

B

8

The Grandmaster

A

9

Amour

B

10

คู่กรรม

B+

11

พี่มาก..พระโขนง

B+

12

Polisse

B+

13

Iron Man 3

B+

14

The Great Gatsby (2013)

B+

15

Monsters University

A

16

Evangelion: 3.0 You Can (Not) Redo

A

17

THE MORTAL INSTRUMENT : CITY OF BONES

C+

18

ตั้งวง

A

19

Kick-Ass 2

B+

20

Rush

B+

21

Gravity

A

22

Prisoners

A

23

About Time

A+

24

Blue Jasmine

B+

25

Oshin (2013)

B

26

The Hunger Games: Catching Fire

B+

27

Like Father, Like Son

A+

หนังแผ่น

ลำดับ

ชื่อ

เกรด

1

Still Walking

A

2

The Stool Pigeon

A

3

THE GRADUATED

B+

4

JANE EYRE

B+

5

Samsara (2011)

B+

6

A Letter to Momo

A

7

DOCUMENTARY of AKB48 : to be continued

B+

8

DOCUMENTARY of AKB48 : Show must go on

A+

9

Cold War

B+

10

Flight (2012)

B+

11

High Fidelity

A

12

Ruby sparks

B+

13

Tai Chi Zero

B

14

Tai Chi Hero

B+

15

The Magic Hour (ザ・マジックアワー)

B+

16

ยอดมนุษย์เงินเดือน

A

17

Django Unchained

A+

18

DOCUMENTARY of AKB48 : No Flower Without Rain

A

19

The Garden of Words

A

20

Liar Liar

B

21

The Great Passage

A+

22

The Croods

A

23

Trance

B

24

A Late Quartet

B+

25

Oz the Great and Powerful

B

26

The Silent War

B

27

Journey to the West: Conquering the Demons

B

28

The Kirishima Thing

B

ป.ล. ซีรีส์ทั้งแบบที่คนแสดงและอนิเมชั่นไม่ได้จดไว้เหมือนเดิม แต่จำไว้ในความทรงจำได้ว่า ซีรีส์อนิเมะที่ชอบที่สุดที่ได้ดูปีนี้คือ Steins;Gate (จริงๆ ฉายมานานแล้วแต่เพิ่งได้ดู) และซีรีส์ที่คนแสดงที่ชอบที่สุดคือ Legal High (ดูจบซีซั่นแรกและตอนพิเศษแล้ว กำลังดูซีซั่น 2 อยู่)

movies 2012

สมัยก่อนเวลาดูหนังเสร็จ เราจะบันทึกความรู้สึกถึงหนังเรื่องนั้นลงบล็อก แต่ก็โพสบ้างไม่โพสบ้างตามอารมณ์และระดับความขยัน ทำให้การบันทึกหนังที่ได้ดูตกหล่นไปมาก ปีนี้จึงลองปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นแนวพูดสั้นๆ ใน twitter พร้อมทั้งจดความเห็นและเกรดลงใน google drive ซึ่งทั้งปี 2012 นี้ รวบรวมรายชื่อหนังโรงและหนังแผ่น (หนังที่ไม่ได้ดูในโรงหนัง อาจจะเป็นหนังดีวีดี โหลดบิต หรือดูในทีวี) ที่ได้ดู พร้อมเกรดความชอบส่วนตัวได้ดังนี้ 🙂

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Jiro Dream of Sushi A
2 Midnight in Paris B+
3 My Week with Marilyn B+
4 Moneyball A
5 The Art of Love (L’Art d’aimer) B
6 The Artist B+
7 A Dangerous Method B
8 Hugo B+
9 The Descendants B
10 Shame B+
11 I wish A+
12 The Hunger Games A
13 Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ A
14 From Up On Poppy Hill B+
15 Always 3: Sunset on Third Street ’64 A
16 The Avengers B
17 The Flowers of War A+
18 Moonrise Kingdom B
19 Chernobyl Diaries C+
20 อันธพาล B
21 The Dark Knight Rises A
22 To Rome with Love B+
23 รัก 7 ปี ดี 7 หน B+
24 ซัมบาลา B
25 Painted Skin: The Resurrection (Painted Skin 2) B+
26 The Perks of Being a Wallflower A+
27 36 B+
28 Argo A
29 Looper B+
30 Wolf Children A
31 Cloud Atlas A
32 The Impossible B
33 Premium Rush B
34 Life of Pi A

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Girl with the Dragon Tattoo (Swedish movie ) B+
2 Don’t Laugh at My Romance (人のセックスを笑うな) C+
3 Samurai Fiction B+
4 Another Earth B+
5 The Help A
6 ฝนตกขึ้นฟ้า B
7 Colorful (カラフル) B+
8 13 Assasins B
9 It Happened One Night B+
10 Letters to Juliet A
11 The Intouchables B
12 Liar Game Reborn C+
13 The Seagull Diner A
14 A Simple Life A+
15 Dear Doctor A
16 I Just Didn’t Do It A+
17 Margin Call A
18 Love Lifting B
19 Love And Other Drugs B+
20 Life Without Principle B+
21 Elles C+

ป.ล. ซีรีส์ทั้งแบบที่คนแสดงและอนิเมชั่นไม่ได้จดไว้แฮะ ปีหน้าคงต้องลองจดบันทึกพวกนี้ดูบ้าง

the flowers of war

the-flowers-of-war

พอดูหนังเรื่อง the flowers of war (金陵十三钗) น้ำตาก็ไหลออกมาเรื่อยๆ ดีใจที่จางอี้โหมวหยุดจากหนังกำลังภายใน มาทำหนังที่เกี่ยวกับมนุษยธรรมเหมือนเดิม (แต่ทุนมหาศาลกว่าเดิมนัก) ฉากซึ้งๆ แกทำได้ดีมาก ทำให้เรานึกถึงอารมณ์ซาบซึ้งคราวดู after shock

ดูหนังสงครามทีไร ความรู้สึกเศร้าใจแบบนี้ก็กลับมาทุกที ยิ่งสงครามที่นานกิงมันค่อนข้างโหดร้ายเอาการ เรายิ่งรู้สึกเศร้า คิดว่าตนเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ได้อยู่ในยุคที่ผู้คนฆ่าเอาชีวิตกันเช่นนี้

เราว่าคนที่ได้ดูหนังสงครามที่สะท้อนภาพที่โหดร้ายแบบนี้ น่าจะมีความรู้สึกไม่อยากให้โลกนี้มีสงครามเกิดขึ้นอีก ทำให้นึกถึงบ้านเราว่า ยังไม่ค่อยมีหนังหรือสารคดีที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงความโหดร้ายของการฆ่าฟันกันเผยแพร่ในวงกว้างเท่าไหร่ (หรือว่ามีแต่เราไม่ไปดูเองหว่า)

คิดแล้วนึกถึงเหตุการณ์การฆ่ากันเองอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา ตราบใดที่เรายังไม่กล้าเผชิญหน้ากับการค้นหาความจริงของสงครามนั้น กลัวว่าการค้นหาความจริงคือการเอาคืนฝ่ายตรงข้าม หรือปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาอีก แต่จริงๆ แล้ว มันจะเป็นการสะท้อนให้เราเห็นบทเรียนของความผิดพลาดให้อดีต เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำในอนาคตต่างหาก…

ป.ล. เรื่องนี้ หมู่มวลดอกไม้ช่างงดงามสมชื่อหนัง จางอี้โหมวเก่งเรื่องปั้นดาราหญิงจริงๆ เลยไปค้นรูปในเว็บ ปรากฏว่าเจอปฏิทินรูปภาพเหล่าดอกไม้กลุ่มนี้ด้วย 🙂

the-flowers-of-war_cap

moneyball

moneyball-poster

เมื่อวานวันพุธ โรงหนังเครือใหญ่ที่ปกติเราจะไม่ค่อยอยากเข้าไปดูเท่าไหร่เพราะราคาค่าตั๋วเฉียด 200 บาท ลดราคาลงเหลือ 100 บาท เราเลยถือโอกาสเข้าไปเก็บหนังที่มีลุ้นออสการ์ปีนี้ เท่าที่ดูแล้ว เรื่อง moneyball น่าจะเข้าทางเราที่สุด เลยตัดสินใจไปดู แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

เรื่อง Moneyball อิงมาจากเรื่องจริงของ Billy Beane ผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland A’s ทีมเบสบอลเล็กๆ แสนกระจอกในลีกของอเมริกา ทีมนี้มีเงินสำหรับซื้อตัวนักกีฬาอยู่นิดเดียว แถมผู้เล่นดีๆ ในทีมก็โดนทีมใหญ่ฉกไปอีก (พูดแล้วนึกเปรียบเทียบกับวงการบาสเก็ตบอล NBA ทุกทีมจะมีเพดานเงินขั้นสูงเท่ากัน ทำให้ผู้เล่นเก่งๆ ต้องเฉลี่ยไปอยู่ในแต่ละทีม ฝีมือมันเลยไม่ต่างกันมาก ทำให้เชียร์สนุก เราชอบดู ) ในฤดูกาลนี้ Beane เลยต้องพยายามสร้างทีมขึ้นมาใหม่ จากวงเงินที่มีอยู่นิดเดียว โดยมี Peter Brand เป็นผู้เสนอไอเดียการเลือกซื้อตัวผู้เล่นแบบใหม่ที่ดูจากสถิติเป็นหลักซึ่งไม่เคยมีใครในวงการเค้าทำกัน

ในหนังเรื่องนี้มีประโยคนึงที่ติดหูเรามากคือ “เพราะอย่างนี้ไง เบสบอลถึงโรแมนติค” เบสบอลเป็นกีฬาที่ไม่สนุกเลยเมื่อเทียบกับอเมริกันเกมส์อื่นๆ เช่นอเมริกันฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอล พี่ที่รู้จักเล่าให้เราฟังว่า เวลาไปดูเบสบอลเหมือนไปพักผ่อน ซื้อฮอทด็อกกินไป ดูไป เบื่อก็ไปเดินเล่นแล้วก็กลับมาดูใหม่ บางทีก็ไปคุยงานอะไรกันที่สนามแข่ง (ซึ่งทำไม่ได้กับ NBA แน่ๆ) ก็เหมือนกับหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ได้หวือหวา เร้าอารมณ์แบบหนังที่ดูน่าจะคล้ายๆ กันอย่าง Jerry Maguire แต่ในที่สุดพอดูจบ มันทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันโรแมนติคจัง

มีประเด็นมากมายที่เราเรียนรู้และฉุกคิดได้จากหนังเรื่องนี้ ทั้งเรื่องมุมมองของผู้แพ้ เวลาเราดูกีฬา เรามักสนใจแต่ทีมยักษ์ใหญ่ (ไม่นับทีมที่เราผูกพันอย่างทีมชาติ หรือทีมของบ้านเกิด) ไม่ได้สนใจทีมเล็กๆ แต่หนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าทีมเล็กๆ มันมีความรู้สึกอย่างไร ผู้เล่น ผู้จัดการ โค้ชมันคิดอะไรกันกับทีมที่ดูไม่มีทางได้แชมป์แหง จะว่าไปก็เหมือนกันชีวิตคนเราที่มีผู้แพ้มากกว่าผู้ชนะ เรามักมองแต่ผู้ชนะและให้ค่ากับการเป็นจุดสูงสุดสนเกินไป จนลืมไปว่าเบอร์หนึ่งมีคนเดียวและที่เหลือล้วนเป็นผู้แพ้…

ประเด็นการปะทะกันของแนวคิดการสู้ด้วยสัญชาติญาณ ความสามารถเฉพาะตัวกับการสู้ด้วยแทคติค สถิติแบบหุ่นยนต์ก็น่าสนใจ หรือประเด็นเรื่องความสำเร็จ การไปถึงเป้าหมายของแต่ละคนก็น่าคิด ในจังหวะที่ทีมพระเอกมาถึงจุดพลิกผันไปในทางที่ดี ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นก็คงทำให้ซึ้ง ให้อิ่มเอมกับเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ในเรื่องนี้ พระเอกกลับบอกว่า แล้วมันก็จะผ่านไปและทุกคนก็จะลืมมัน (แหมไม่ยอมปล่อยคนดูให้น้ำตาไหลเลยนะ)

เราชอบเพลงประกอบเรื่องนี้ด้วย เอาเพลง The Show ของ Lenka เอามาร้องใหม่โดยหนูน้อย Kerris Dorsey ซึ่งแสดงเป็นลูก Billy Beane น่ารักมากทั้งเพลงและเด็ก ใครอยากฟังเพลงที่ร้องในเรื่องไปดูได้ลิงก์นี้ ส่วนคำแปลที่เนื้อหาเข้ากับเนื้อเรื่องมากๆ ที่ดูได้ที่ลิงก์นี้

เชียร์ให้คนไปดูกันเยอะๆ ตอนนี้ฉายในเครือ SF ที่เอ็มโพเรี่ยม กับ เซ็นทรัลเวิลด์ 🙂

moneyball-cap