เป้าหมายเล็กๆ

IMG_20160718_192542101_HDR

ปี 2559 ที่ผ่านมาเราตั้งเป้าหมายเล็กๆ ตอนต้นปีไว้ข้อหนึ่ง คือ จะพยายามเปิดรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต เหมือนว่าวที่ลอยตามกระแสลมหรือขอนไม้ที่ลอยตามกระแสน้ำ ลองทำโน่นทำนี่ ลองเดินทางไปหลายๆ ที่ตามโอกาสที่เข้ามา

เลยกลายเป็นว่า ปีนี้เราได้เดินทางเยอะมาก ทั้งการปีนเขาเดินป่าที่สูงสุด 3 อันดับแรกในไทย คือ ดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก และดอยหลวงเชียงดาว แถมด้วยที่เขาเย็น อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ได้ลองเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวที่ญี่ปุ่น ได้เดินทางแบ็คแพ็คกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ประเทศพม่า อิหร่าน (อ้อ มีนั่งรถตู้ไปปีนัง ทีมาเลเซียชิวๆ 1 คืนด้วย) มีทริปเดินทางในประเทศอีกเยอะแยะเต็มไปหมด

ขณะเดียวกัน ในการทำงาน ก็ได้ลองไปช่วยงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากขอบเขตงานที่รับผิดชอบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ อีกเยอะเลย เช่น การได้ไปช่วยงานอบรมวิทยุสมัครเล่น วิทยุสังเคราะห์ความถี่ ได้ลองประกวดนวัตกรรมงานอบรมผู้ประกาศ หรือในงานที่ตนเองดูอยู่ ก็ได้ลองเขียนบทความส่งวารสารในที่ทำงาน

การลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในต้นปี มันขยายไปสู่กิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ยิ่งกว่านั้นคือการได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีมิตรภาพใหม่ๆ ด้วย 🙂

ปีหน้าเราคิดว่าจะยังคงใช้เป้าหมายเล็กๆ เรื่องการเปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเช่นเดิม

ยังไงก็ตาม ปีหน้า (จริงๆ ก็พยายามจะทำตั้งแต่ตอนนี้เลย) เราจะเพิ่มอีกหนึ่งเป้าหมายเล็กๆ เข้าไปด้วย ก็คือ “การรู้จักตนเอง” เราคิดว่าสุดท้ายแล้วด้วยสัจธรรมทางธรรมชาติ ร่างกายพลังงานเราคงจะเสื่อมลงไปทุกวัน การเรียนรู้โลกภายนอกจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มันคงจะมีสัดส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ความท้าทายอีกด้านก็คือการเรียนรู้จากโลกภายในนั่นเอง

ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที ตัวเราในวันนี้ก็เป็นอีกคนจากเมื่อวานแล้ว การเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับตนเอง จึงเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้ไม่มีเบื่อตลอดชีวิต แม้กิจกรรมภายนอกที่เกิดขึ้นอาจจะธรรมดาจืดชืดก็ตาม

หวังว่าเป้าหมายเล็กๆ เหล่านี้ของเราในปีหน้า จะมีความก้าวหน้ากว่าปีนี้นะ ^^

ป.ล. รูปข้างบนถ่ายตอนเราไปเที่ยวที่อิหร่าน ช่วงเดือน ก.ค.ปีนี้ ที่ Tower of Silence ใกล้เมือง Yazd เป็นสถานที่นำศพมาทิ้งให้อีแร้งกินตามความเชื่อในศาสนาโซโรแอสเตอร์โบราณ (ตอนนี้ไม่มีการทิ้งแล้วนะ) ตอนที่เราไปมีคุณลุงคนนี้ขึ้นไปด้วย แกค่อนข้างอายุมากเดินไม่ค่อยไหวพวกเราเลยช่วยพยุงลุงขึ้นไป พอพวกเราขึ้นไปคุณลุงก็สวดทำพิธีเพื่อรำลึกถึงครอบครัวแกที่เอาศพมาทิ้งบนนี้ ท่ามกลางสายลมบรรยากาศทะเลทรายยามเย็น บนยอดหอคอย มีเสียงภาษาฟาร์ซีของคุณลุงที่น้ำตาคลอล่องลอยอยู่ เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เราประทับใจเรื่องหนึ่งในปีนี้เลย

ป.ล. 2 บทความที่กระตุกให้เราหันมาตั้งเป้าเรียนรู้ตนเอง คือบทความของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อันนี้ http://visitdrsant.blogspot.com/2016/11/blog-post_16.html

Advertisements

แรงขับเคลื่อนของการทำงานฟรี

อ่านหนังสือ “สารพัดวิธีรวยด้วยฟรี Free the future of a radical price” ของ Chris Anderson ในบทที่ 12 พูดถึงเรื่องแรงจูงใจของการทำงานฟรี ขอยกมาแปะบล็อกหน่อย

… การได้ทำงานที่ชอบ แม้จะไม่ได้เงิน ทำให้คนเรามีความสุขมากกว่าทำงานที่ได้เงินเดือนเสียอีก ถึงอย่างไรเราก็ยังต้องกินต้องใช้ แต่อย่างที่มาสโลว์แสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ต้องการอะไรบางอย่างมากกว่านั้น การได้ทำงานสร้างสรรค์และรู้ว่ามีคนชื่นชอบ เป็นความสุขที่มาสโลว์ยกให้เป็นสุดยอดของความปราถนาทั้งปวง ซึ่งงานประจำส่วนใหญ่ให้ไม่ได้ จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมเราเห็นเว็บเติบโตอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยแรงงานอาสา ซึ่งผู้ทำงานมีความสุขกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ การช่วยเหลือ ช่วยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศักยภาพและแรงงานที่นำมาใช้ในระบบการผลิตที่ไม่มีเงินตอบแทนมีอยู่ในสังคมมาหลายศตวรรษแล้ว มันเพียงแต่รอให้มีระบบและเครื่องมือทางสังคมมารองรับและยอมรับบทบาทของมันเท่านั้น เว็บได้สร้างระบบและเครื่องมือที่ว่านี้ และก่อให้เกิดตลาดแลกเปลี่ยนฟรีอย่างเสรีขึ้นในทันที

อ่านแล้วโดนใจเราดี รู้สึกว่ามันช่วยอธิบายเหตุผลบางอย่างที่เราเชื่อ เราคิดว่าโลกสมัยใหม่ที่ปัจจุบันความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ยกระดับสูงขึ้นกว่าในอดีต จนได้รับความต้องการพื้นฐานเพียงพอแล้ว ประกอบกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มากขึ้น จะยิ่งส่งเสริมให้คนเราเลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ แม้สิ่งเหล่านั้นจะได้ผลตอบแทนในรูปตัวเงินไม่มากนักก็ตาม

ป.ล. ชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ไม่เข้ากับเนื้อหาเลย จริงๆ หนังสือมันอธิบายระบบเศรษฐกิจที่ขายสินค้าบริการ “ฟรี” ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ตอนแรกที่เห็นชื่อและปกเราไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นหนังสือแนวฮาวทูทำไงให้รวย แต่พอเห็นชื่อผู้แต่งเราเลยหยิบมาอ่าน ซึ่งเนื้อหาก็สนุกและเปิดโลกเราพอสมควรทีเดียว

สนิทใจ

osho-intimacy

เพิ่งอ่านหนังสือ สนิทใจ : สุดทางแห่งความหวาดระแวง ของ OSHO จบ เราขอยกให้เป็นหนังสือของ OSHO ที่ประทับใจเราที่สุดตั้งแต่อ่านมาเลย (ยังมีอีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน อาจมีการเปลี่ยนแปลงอันดับภายหลังได้ 55) เราคิดว่า “ความสนิทใจ” หรือการยินดีเผยความรู้สึกจากส่วนลึกที่สุดและความเปราะบางอ่อนไหวออกมาด้วยความไว้วางใจต่อผู้อื่น ถึงที่สุดมันก็เข้าไปสู่หลักการละวางตัวตนหรือการยึดถือตัวตนของศาสนาพุทธนี่แหละ ยิ่งคนชั้นกลางอย่างเราที่ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่นอีกมากมายยิ่งต้องระวังตรงจุดนี้ ถ้าเผลอเมื่อไหร่ความยึดถือตัวเองว่าเราแน่มันก็จะปรากฎออกมาอยู่เรื่อยๆ

ขอยกตัวอย่างบางข้อความหนังสือมาโพสต์ไว้เตือนใจตนเอง และอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่แวะมาอ่านนะ 🙂

อะไรคือคำตอบที่แท้จริงของการมีชีวิตอย่างสนิทใจ

การจะรู้จักโลกแห่งโลกแห่งการดำรงอยู่นั้น ท่านต้องมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่เสียก่อน แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความคิด มีชีวิตอยู่ในอดีต มีชีวิตอยู่ในอนาคต แต่ไม่เคยมีชีวิตอยู่ที่นี่เลย โลกแห่งการดำรงอยู่คือที่นี่ ณ ขณะนี้ ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นคำถามจึงเกิดขึ้น คำถามเกิดขึ้นเพราะท่านไม่ได้บรรจบกับโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านคิดว่าท่านมีชีวิตอยู่ แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ ท่านคิดว่าท่านรัก แต่ท่านไม่ได้รัก ท่านเพียงแค่คิดเรื่องความรัก คิดเรื่องชีวิตและคิดเรื่องโลกแห่งการดำรงอยู่เท่านั้น และการคิดนั่นแหละที่เป็นคำถาม เป็นอุปสรรคกั้นขวาง จงละวางความคิดทั้งหลายลง แล้วท่านก็จะเห็นว่าไม่มีคำถามเลยสักคำถามเดียว โลกแห่งการดำรงอยู่มีแต่คำตอบเท่านั้น

นั่นจึงทำให้ข้าพเจ้ายืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่อาจนำมาซึ่งคำตอบได้ แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่ได้เป็นไปเพื่อให้คำถามได้รับคำตอบ การแสวงหาเพียงแค่ทำให้ท่านละวางคำถาม มองชีวิตและโลกแห่งการดำลงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม และนั่นคือความหมายของความศรัทธาหรือความไว้วางใจ เวลาที่ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม ท่านจะได้พบกับมิติที่ลุ่มลึกที่สุดของความศรัทธาหรือว่าความไว้วางใจนั่นเอง

ท่านเพียงแค่มอง ท่านไม่ได้คิดว่าจะต้องมองอย่างไร ท่านไม่ได้กำหนดรูปแบบใดๆ ท่านไม่มีอคติใดๆ ท่านเพียงแค่มองด้วยตาเปล่าซึ่งไม่ได้ถูกบดบังด้วยความคิด ปรัชญา หรือความเชื่อจากศาสนาใดๆ ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยสายตาของเด็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็มีแต่คำตอบเท่านั้นที่ปรากฏ…

sustainability matters?

B Talk 01

ไปงาน B Talk no.1 “Sustainability matters?” ที่มูลนิธิโลกสีเขียวกับบริษัทป่าสาละจัดขึ้น รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจไปงานนี้ เพราะได้ทั้งความรู้ แนวคิด และกำลังใจในการทำงานที่ดี รู้สึกความคิดแตกแขนงต่อยอดไปหลายอย่างเหมือนกันจากการไปงานนี้ รวมไปถึง “ไฟ” ในการทำงานของตนเองต่อไปด้วย

ตอนฟังบรรยายเห็นมีการอัดวิดีโอ และวิทยากรก็แจ้งว่าสไลด์ที่นำเสนอน่าจะอยู่ในเว็บไซต์ของบริษัทป่าสาละ ใครอยากรู้รายละเอียดก็ลองแวะไปดู

ประเด็นหลักที่เราจับได้คงเป็นเรื่องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้โลกใบนี้ “ยั่งยืน” (ในมุมมองของสิ่งแวดล้อม) ซึ่งน่าจะแบ่งออกเป็นกลุ่มได้ประมาณ 4 กลุ่ม คือ
1. ผู้บริโภค
2. ภาคธุรกิจ
3. ภาครัฐ
4. นักวิจัย นักวิชาการ เอ็นจีโอ

ผู้บริโภค มีส่วนช่วยในแง่ลดการบริโภค และสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจ “สีเขียว”

ภาคธุรกิจ เป็นกลุ่มหลักสำคัญที่จะต้องหาแผนธุรกิจใหม่ หานวัตกรรมใหม่ ที่ทำกำไร ควบคู่ไปพร้อมๆ กับลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ “สีเขียว” เหล่านี้ว่าจะมีอะไรเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้เริ่มมองการณ์ไกลในธุรกิจของตนแค่ไหน

ภาครัฐ ช่วยในการออกกฎเกณฑ์บังคับ และออกนโยบายสนับสนุนจูงใจผู้ประกอบธุรกิจ “สีเขียว”

นักวิจัย ที่หาข้อมูลข้อเท็จจริงมาสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีเหตุผล และมีแนวทางในการเปลี่ยนมาทำธุรกิจที่ยั่งยืน รวมไปถึงกระตุ้น มีส่วนร่วมให้ประชาชน “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” มาคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (คุณยุ้ย สฤณีบอกว่าเรื่องงานวิจัยข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขเหล่านี้สำคัญมาก และในเมืองไทยตอนนี้ยังมีการทำงานในเรื่องข้อมูลน้อยอยู่)

ซึ่งสิ่งที่จะเป็นแรงผลักดันให้คนทั้ง 4 กลุ่มนี้มีส่วนร่วมในความยั่งยืน มีทั้งในส่วนที่เป็น แรงผลักจากผลประโยชน์ของตนเอง เช่น ผู้บริโภคซื้อข้าวอินทรีย์ เพราะคิดว่ามีสารอาหารมาก ไม่ใช่ซื้อเพราะช่วยโลกหรือชาวนา หรือนักธุรกิจสนใจในการทำธุรกิจในแนวทางที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะต้นทุนของการละเลยประเด็นนี้สูงมาก จนอาจจะทำให้บริษัทเจ๊งในระยะยาวได้ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนมาทำธุรกิจแบบยั่งยืน

อีกแรงผลักหนึ่งก็คงเป็นเรื่องผลประโยชน์ของโลก ของสิ่งแวดล้อม มันก็ต้องมีแรงผลักทางด้านนี้เหมือนกัน ซึ่งการให้การศึกษา ให้ความรู้ ข้อมูล เพื่อให้เกิดจิตสำนึกตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเกิดแรงผลักตรงนี้

ตอนฟังวิทยากรทั้ง 2 ท่านคือ ดร.อ้อย และ คุณยุ้ย เรารู้สึกเหมือนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างในด้านของ “หัวใจ” กับ “สมอง” ในมุมมองของนักวิชาการกับนักธุรกิจ ในมุมมองของประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน ^^

ในตอนท้าย ดร.อ้อย ได้ให้แง่คิดที่ดีมากสำหรับเราในการทำงานโดยใช้ “หัวใจ” ว่า ตอนนี้เราอาจจะมองเห็นปัญหามากมายซึ่งดูใหญ่โต ยากต่อการแก้ไข อาจทำให้เรา “จิตตก” ได้ แต่คำแนะนำของแกคือ แค่เราโฟกัสว่า “เราทำอะไรได้บ้าง” แล้วก็ทำมันไป อาจจะแค่ไม่กี่เปอร์เซนต์ของการแก้ปัญหาทั้งหมด ให้มองขยายไปถึงคนที่แย่ หรือประเทศที่แย่กว่าเรา เค้าก็ยังค่อยๆ แก้ๆ กันไป ดีกว่าท้อแท้แล้วอยู่เฉยไม่ทำอะไรเลย และขอให้มีความหวังว่าในอนาคต โลกเราอาจมีการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” มาคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มองไปที่ความยั่งยืนมากขึ้น แล้วตอนนั้นถ้าเราทยังทำงานทีละนิดทีละหน่อยเรื่อยมา เมื่อมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นเองว่าเราก็มีส่วนช่วยในเรื่องพวกนี้มามากเหมือนกัน นักสิ่งแวดล้อมอย่างแก”แพ้”มาตลอดอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำงานอย่างมีความหวังต่อไป เพราะเชื่อในแนวคิดแบบนี้

ในขณะที่ คุณยุ้ย ก็กล่าวสรุปในมุมมองนักธุรกิจว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ “สนุก” ต้องบริหาร”สมอง” ในการคิดแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่ฉีกตำราออกไป เพราะแต่เดิม แผนในการทำธุรกิจระยะยาวเน้นไปที่ “stable” น่าเบื่อ ไม่ท้าทาย แต่ในยุคนี้การทำธุรกิจระยาวจะเน้นไปที่ “sustainable” ต้องปรับตัวเร็ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีตัวชี้วัดที่เห็นชัดเจน แต่ก็ต้องปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ ด้วยกระบวนการที่คำนึกรอบด้าน (สิ่งแวดล้อม สังคม ธุรกิจ ฯลฯ) จึงเป็นเรื่องของความท้าทายและโอกาสที่มีอยู่เต็มไปหมด

หลายคนอาจมองสถานการณ์โลกในปัจจุบันอย่างเหนื่อยอ่อนว่ามันแย่แล้ว แก้ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงยาก แต่พอเรามางานนี้ ได้ฟังวิทยากร ได้เห็นผู้ร่วมฟังจำนวนมาก ทั้งเด็กๆ คนรุ่นใหม่ คนรุ่นเดอะ มาร่วมแลกเปลี่ยนถามคำถามกันอย่างกระตือรือร้น ทำให้เรามีความหวังว่าโลกในยุคเรา รวมไปถึงโลกยุคหน้า มนุษย์เราต้องสามารถทำให้มันดีขึ้นได้แน่นอน 🙂

น้ำใจ

มีเรื่อง 3 เรื่องที่เจอในวันนี้

เรื่องที่ 1 ขณะที่ประชุมงานในช่วงเช้า รุ่นพี่ตำแหน่งระดับผ.อ.คนหนึ่งเห็นว่าผู้ร่วมประชุมคงจะหิว เลยเดินออกไปข้างนอก ซื้อน้ำอัดลม น้ำชา น้ำหวาน มาให้ทุกคนกินกัน และตอนประชุมเสร็จ ก็โทรไปสั่งอาหารมาเลี้ยงทุกคน

เรื่องที่ 2 ขณะกินข้าวเย็นกับเพื่อน เพื่อนเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีช่วงหนึ่งแกที่เครียดกับการเรียนมาก เพื่อนร่วมหอคนหนึ่งเลยชวนออกไปกินลมข้างนอกยามดึก นั่งรถเมล์ไปที่สนามหลวง พอถึงสนามหลวงก็ชี้ไปที่คนเร่ร่อนที่นอนอยู่ แล้วก็บอกว่า คนพวกนี้ลำบากกว่าเธออีกนะ

เรื่องที่ 3 ขณะนั่งเรือข้ามฟาก ชายคนหนึ่งจะเอาจักรยานลงจากเรือ ก็มีสาว 2 คนที่ไม่รู้จักกับชายคนนั้น ลุกจากที่นั่งมาช่วยเปิดประตูเรือให้ และตอนที่เรือเทียบอีกฝั่ง ก็มีป้าคนหนึ่งคอยประคองเด็กตัวเล็กๆ ที่ป้าไม่รู้จักให้ลงเรืออย่างปลอดภัย

เรานึกถึงฉากหนึ่งในหนังเรื่อง About Time เป็นฉากที่พ่อกล่าวคำอวยพรในงานแต่งของลูกชายตนเอง คุณพ่อบอกว่า จงแต่งงานกับคนที่ “มีน้ำใจ” 🙂

15 ข้อ ฝึกหาความสุขแบบตัดตรง

ไปเจอบทความนี้ใน facebook โดนใจดี ขอก๊อปมาแปะไว้เพื่อไม่ให้เลือนหายไปใน time line ตามกาลเวลา

15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ “ยัง” ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่ มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี

คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คือ
“เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น”

ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
“อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง”

คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกในนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์

วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อ

จนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก

ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ

ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน…

(พศิน อินทรวงศ์)

first rabbit

first-rabbit

ในฐานะที่ติดตามวง AKB48 (รวมไปถึงวงน้องสาวต่างๆ) สิ่งหนึ่งที่เราทึ่งและชื่นชมก็คือวิสัยทัศน์ของ อากิพี หรือ อากิโมโตะ ยาซุชิ ที่ก่อตั้งและสามารถผลักดันให้วงนี้โด่งดังจนเป็นตำนานบทหนึ่งในวงการเพลงญี่ปุ่น แต่นอกจากบทบาทโปรดิวเซอร์แล้ว ในฐานะนักแต่งเพลง เราก็ชื่นชมแกไม่แพ้กัน กับการที่สามารถแต่งเพลงอันมากมายมหาศาลให้กับวงนี้ (รวมไปถึงวงร้องสาวด้วย) หนึ่งในเพลงของ AKB48 ที่เราชอบก็คือเพลง “First Rabbit” (ลองดู PV ของเพลงนี้ได้ตามลิงก์ต่อไปนี้ เอามาให้ดูสามเวอร์ชัน : เวอร์ชันปกติ, เวอร์ชันประกอบหนังสารคดี Documentary of AKB48 – Show Must Go On, เวอร์ชันอนิเมชัน)

นอกเหนือไปจากจังหวะทำนองที่สนุกสนาน เมื่อเราลองดูเนื้อร้องของเพลงนี้ที่อากิพีแต่งจะพบว่ามีความหมายที่ดีมากเช่นกัน เนื้อเพลงนี้กล่าวถึงความรู้สึกของ “กระต่ายตัวแรก” ที่จะเดินทางไปในเส้นทางที่ยังไม่เคยมีกระต่ายตัวอื่นไปมาก่อน มันอาจจะมีอันตรายรออยู่ แต่ด้วยแรงผลักดันในการเดินไปสู่ความฝัน ทำให้กระต่ายตัวแรกตัวนั้นเริ่มออกเดินทาง

จะว่าไป อากิพี ก็เหมือนกับกระต่ายตัวแรกเช่นกันที่กล้าผลิตวงดนตรีเกิร์ลกรุ๊ปซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่เคยเป็นอยู่เดิมในขณะนั้น (ใครอยากรู้ถึงสิ่งที่ อากิพี และสาวๆ AKB48 ยุคแรกเผชิญในฐานะกระต่ายตัวแรก ขอแนะนำให้ดูรายการ Kin Sma Special : ช่วงเวลาที่ยากลำบากของ AKB48 )

จากคำว่า “กระต่ายตัวแรก” ทำให้เรานึกถึงอีก 2 คำที่ความหมายใกล้เคียงกัน คือคำว่า “อิฐก้อนแรก” ที่กล่าวโดยอาจารย์โกมล คีมทอง ที่หมายถึงคนแรกที่ยอมอุทิศตนเป็นรากฐานเพื่อจะให้มีอิฐก้อนต่อไปถมลงมาในน้ำจนกองอิฐเหล่านั้นโผล่พ้นน้ำในที่สุด และคำว่า “คนเป่านกหวีด” ที่หมายถึง คนที่เอาความลับการกระทำผิดโดยรัฐหรือองค์กรมาเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ เราคิดว่าทั้งสามคำนี้มีจุดร่วมที่เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือ “ความกล้าหาญ”

ลองนึกถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ในห้องเรียน เวลาคุณครูสอนเสร็จก็มักจะพูดว่ามีนักเรียนคนไหนอยากถามบ้าง โดยธรรมชาติของเด็กบ้านเราก็จะไม่ค่อยมีใครกล้ายกมือถามเท่าไหร่ จนเมื่อมีคนแรกที่กล้ายกมือถาม มันก็จะมีคนต่อๆ ไปยกมือถามตามขึ้นมา คนที่ยกมือถามเป็นคนแรกท่ามกลางบรรยากาศที่รอให้มีใครซักคนยกมือก่อน คนนั้นก็เป็นกระต่ายตัวแรกเช่นกัน

หรือแม้แต่การประกอบธุรกิจ คนแรกที่มีไอเดียใหม่ๆ และกล้าลงมือปฏิบัติจริง แม้อาจจะเสี่ยงต่อการล้มเหลวก็ตาม เราก็ถือว่าคนๆ นั้นเป็นกระต่ายตัวแรกที่จุดประกายแนวคิดการทำธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ แม้คนที่ทำเจ้าแรก ไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดเสมอไปก็เถอะ ตัวอย่างก็มีมากมาย เช่น เว็บ search engine, social network หรือแม้แต่ หลอดไฟ (เอดิสันไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟสำเร็จนะ! แต่เป็นคนแรกที่สามารถคิดวิธีประดิษฐ์หลอดไฟในสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากเพื่อทำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้าได้)

เราเชื่อว่า การเป็นกระต่ายตัวแรก จะต้องอาศัยความกล้า ไม่ว่าความกล้านั้นจะมีแรงผลักดันจากอะไรก็ตาม บางคนอาจจะกล้าเป็นกระต่ายตัวแรกเพราะนิสัยที่เป็นนักผจญภัย อยากรู้อยากเห็นอยากพบสิ่งใหม่ๆ บางคนก็เป็นกระต่ายตัวแรกเพราะความอยากได้ผลประโยชน์เชิงธุรกิจเอาชนะความกลัวที่จะล้มเหลว บางคนก็เป็นกระต่ายตัวแรกเพราะมีความฝันที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น …

ถึงบางคนจะมีนิสัยที่ไม่กล้าเป็นกระต่ายตัวแรก ไม่ยอมยกมือถามคุณครูเป็นคนแรก แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าในชีวิตของคนเรา จะต้องมีเหตุการณ์อะไรซักอย่างที่ผลักดันให้เราเป็นกระต่ายตัวแรกจนได้ และเมื่อถึงเวลานั้นจริง ก็ขอให้กระต่ายตัวนั้นก้าวเดินอย่างกล้าหาญบุกเบิกไปยังพรมแดนที่ยังไม่เคยมีกระต่ายตัวไหนเดินไปถึงนะ 🙂