เป้าหมายเล็กๆ

IMG_20160718_192542101_HDR

ปี 2559 ที่ผ่านมาเราตั้งเป้าหมายเล็กๆ ตอนต้นปีไว้ข้อหนึ่ง คือ จะพยายามเปิดรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต เหมือนว่าวที่ลอยตามกระแสลมหรือขอนไม้ที่ลอยตามกระแสน้ำ ลองทำโน่นทำนี่ ลองเดินทางไปหลายๆ ที่ตามโอกาสที่เข้ามา

เลยกลายเป็นว่า ปีนี้เราได้เดินทางเยอะมาก ทั้งการปีนเขาเดินป่าที่สูงสุด 3 อันดับแรกในไทย คือ ดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก และดอยหลวงเชียงดาว แถมด้วยที่เขาเย็น อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ได้ลองเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวที่ญี่ปุ่น ได้เดินทางแบ็คแพ็คกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ประเทศพม่า อิหร่าน (อ้อ มีนั่งรถตู้ไปปีนัง ทีมาเลเซียชิวๆ 1 คืนด้วย) มีทริปเดินทางในประเทศอีกเยอะแยะเต็มไปหมด

ขณะเดียวกัน ในการทำงาน ก็ได้ลองไปช่วยงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากขอบเขตงานที่รับผิดชอบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ อีกเยอะเลย เช่น การได้ไปช่วยงานอบรมวิทยุสมัครเล่น วิทยุสังเคราะห์ความถี่ ได้ลองประกวดนวัตกรรมงานอบรมผู้ประกาศ หรือในงานที่ตนเองดูอยู่ ก็ได้ลองเขียนบทความส่งวารสารในที่ทำงาน

การลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในต้นปี มันขยายไปสู่กิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ยิ่งกว่านั้นคือการได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีมิตรภาพใหม่ๆ ด้วย 🙂

ปีหน้าเราคิดว่าจะยังคงใช้เป้าหมายเล็กๆ เรื่องการเปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเช่นเดิม

ยังไงก็ตาม ปีหน้า (จริงๆ ก็พยายามจะทำตั้งแต่ตอนนี้เลย) เราจะเพิ่มอีกหนึ่งเป้าหมายเล็กๆ เข้าไปด้วย ก็คือ “การรู้จักตนเอง” เราคิดว่าสุดท้ายแล้วด้วยสัจธรรมทางธรรมชาติ ร่างกายพลังงานเราคงจะเสื่อมลงไปทุกวัน การเรียนรู้โลกภายนอกจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มันคงจะมีสัดส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ความท้าทายอีกด้านก็คือการเรียนรู้จากโลกภายในนั่นเอง

ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที ตัวเราในวันนี้ก็เป็นอีกคนจากเมื่อวานแล้ว การเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับตนเอง จึงเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้ไม่มีเบื่อตลอดชีวิต แม้กิจกรรมภายนอกที่เกิดขึ้นอาจจะธรรมดาจืดชืดก็ตาม

หวังว่าเป้าหมายเล็กๆ เหล่านี้ของเราในปีหน้า จะมีความก้าวหน้ากว่าปีนี้นะ ^^

ป.ล. รูปข้างบนถ่ายตอนเราไปเที่ยวที่อิหร่าน ช่วงเดือน ก.ค.ปีนี้ ที่ Tower of Silence ใกล้เมือง Yazd เป็นสถานที่นำศพมาทิ้งให้อีแร้งกินตามความเชื่อในศาสนาโซโรแอสเตอร์โบราณ (ตอนนี้ไม่มีการทิ้งแล้วนะ) ตอนที่เราไปมีคุณลุงคนนี้ขึ้นไปด้วย แกค่อนข้างอายุมากเดินไม่ค่อยไหวพวกเราเลยช่วยพยุงลุงขึ้นไป พอพวกเราขึ้นไปคุณลุงก็สวดทำพิธีเพื่อรำลึกถึงครอบครัวแกที่เอาศพมาทิ้งบนนี้ ท่ามกลางสายลมบรรยากาศทะเลทรายยามเย็น บนยอดหอคอย มีเสียงภาษาฟาร์ซีของคุณลุงที่น้ำตาคลอล่องลอยอยู่ เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เราประทับใจเรื่องหนึ่งในปีนี้เลย

ป.ล. 2 บทความที่กระตุกให้เราหันมาตั้งเป้าเรียนรู้ตนเอง คือบทความของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อันนี้ http://visitdrsant.blogspot.com/2016/11/blog-post_16.html

บินสู่อิสรภาพ

เมื่อคืนขณะที่ฝนตกต่อเนื่องมาตลอดทั้งวัน เราซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมก็ได้ยินเสียงนกร้องอยู่ใกล้ตัว พอมองหาต้นตอของเสียงก็พบนกน้อยตัวหนึ่ง มันบินไปบินมาภายในบ้านเรา เข้าใจว่าพอฝนตกเลยบินหลุดเข้ามาในบ้านเราผ่านซี่ลูกกรงขนาดใหญ่ที่นกบินเข้าออกได้สบาย

เราพยายามจะไล่มันไปในทิศทางที่ลูกกรงอยู่ แต่มันก็เหมือนจะมองไม่เห็นทางออกตรงนั้น มันยังคงบินไปมาชนกำแพงโน่นนี่ภายในบ้าน เห็นขนของมันที่หลุดร่วงอยู่บนพื้นรู้สึกน่าสงสารจริง

หวนคิดไปถึงตอนอยู่โรงเรียนม.ปลาย ก็มีนกหลุดเข้ามาที่ห้องพักครูแบบนี้เหมือนกัน มันพยายามบินออกไปข้างนอก แต่ก็บินชนกระจกหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย มันบินชนกระจกอย่างแรงจนร่วงลงพื้น นอนอ้าปากพะงาบๆ เราเลยค่อยๆ เอามืออุ้มมันและปล่อยมันออกไปข้างนอกได้สำเร็จ

ส่วนนกที่หลุดเข้ามาในบ้านเราจนถึงตอนนี้ ดูทีท่าว่ายังไม่หมดแรงให้เราอุ้มง่ายๆ มันเป็นนกตัวเล็ก ไม่แน่ใจว่ายังเด็กอยู่รึเปล่าเลยไม่มีประสบการณ์ในการบินออกจากบ้านคนแบบนี้

ในที่สุด เราเลยตัดสินใจปิดไฟในบ้านทั้งหมด ภายในบ้านมีแต่ความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากนอกบ้านที่ส่องเข้ามา รอเพียงอึดใจเดียว นกตัวนี้ก็บินสู่อิสรภาพไปได้…

first full marathon

IMG_20151115_010036

เมื่อตอนเราโบกแท็กซี่จากบ้านไปบริเวณที่จัดงานกรุงเทพฯ มาราธอน แถวสนามหลวง ประมาณตีหนึ่งของเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. 2558 พอเราขึ้นรถแท็กซี่ คนขับรถก็ถามกับเราว่า “งานวิ่งวันนี้มันจัดเพื่ออะไร”

คนขับอธิบายคำถามกับเราว่า ทุกครั้งที่เขาได้ยินข่าวงานวิ่งมาราธอน มักจะมีวัตถุประสงค์ของการจัดงานกำกับด้วย บางงานก็วิ่งเพื่อสุขภาพ บางงานก็วิ่งเพื่อเฉลิมฉลองบุคคลหรือองค์กร บางงานวิ่งเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง

เราเองก็แปลกใจกับคำถามนี้เหมือนกัน เลยตอบกับคนขับไปว่า เท่าที่ทราบ งานกรุงเทพฯ มาราธอนจะมีธีมการแข่งคือ “run for a reason” นั่นคือ เปิดกว้างให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้มีจุดประสงค์ในการลงวิ่งที่แตกต่างกันไป บางคนมาเพื่อเงินรางวัล บางคนมาเพื่อมิตรภาพ เพื่อพิสูจน์ตนเอง เพื่อสุขภาพ เพื่อความบันเทิง ฯลฯ แต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไปในกิจกรรมการวิ่งวันนี้

พอเราลองมาคิดดู เราเองก็มีเหตุผลในการวิ่งวันนี้เหมือนกัน

ช่วงต้นนี้ 2558 ที่ผ่านมา เราก็ได้ตั้งเป้าหมายสิ่งที่ต้องทำในปี 2558 นี้ หนึ่งในนั้นคือการลงวิ่งฟูลมาราธอนเป็นครั้งแรก หลังจากวิ่งมินิมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนมาหลายรายการแล้ว

ที่เราตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ คงเป็นการพิสูจน์ตัวเองมั้ง เราอยากเป็นกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกปีมีการพัฒนาอะไรบ้าง ย้อนกลับมามองตอนแรกที่เราเริ่มวิ่งมินิมาราธอน ก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาลงฟูลมาราธอนแบบนี้ เคยได้เรื่องเล่ากันว่า คนทั้งโลกที่สามารถวิ่งระยะฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรกว่าๆ ได้ มีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ (ได้ยินมาจากไหนไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เป็นเรื่องเล่าที่ดูโม้และเจ๋งดี :D) ซึ่งเราคงไม่มีทางเหยียบเข้าไปในโลกใบนั้น

เมื่อตัวเองผ่านการวิ่งมินิมาราธอนหลายๆ รายการ แต่ละครั้งก็ไม่ได้พยายามตั้งเป้าการทำเวลาให้ดีขึ้นเลย แค่อยากออกวิ่งให้ถึงเส้นชัย ได้สัมผัสบรรยากาศการวิ่งพร้อมๆ กันหลายร้อยคน ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า ได้วิ่งบนถนนที่นานๆ จะให้คนเดินเท้าได้ใช้งานบ้าง พอผ่านไปซักพักก็ได้ลองไปวิ่งที่ต่างจังหวัด เปลี่ยนบรรยากาศการวิ่ง ได้ท่องเที่ยวบ้าง จนในที่สุดก็ได้ลองขยับมาวิ่งฮาล์ฟในปีที่แล้ว

การตัดสินใจลงฟูลมาราธอนปีนี้ จะว่าไปก็เป็นการหักดิบตัวเองเหมือนกัน ในกลุ่มเพื่อนที่มักจะวิ่งด้วยกันก็ไม่ได้ลงระยะนี้ เราเองลงสมัครไปคนเดียว พร้อมกับตั้งเป้าฝึกซ้อมเป็นเป็นอย่างดี แต่อย่างที่คนเคยบอกไว้ว่าคนเรามักจะประเมินตัวเองในหัวให้ดีกว่าความเป็นจริง พอลงมือปฏิบัติจริง เราเองกลับซ้อมไม่ตรงตามเป้าเท่าไหร่ โดยเฉพาะการวิ่งยาวช่วงวันอาทิตย์ถือว่าทำได้น้อยมากๆ T^T

ใกล้จะถึงช่วงวันแข่ง เราเองก็กังวลเรื่อยๆ น้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกว่า (เป็นเป้าหมายต้นปีอีกเรื่องที่กะจะลดให้ต่ำกว่า 100 กิโล ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ 555) บวกกับการซ้อมอันแสนย่ำแย่ ทำให้เราเผลอคิดไปถึงงานวิ่งพัทยามาราธอนเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเราเข้าเส้นชัยแล้ว เลยมานั่งดูคนเข้าเส้นชัยในระยะฮาล์ฟและฟูล จู่ๆ ก็มีอยู่รายนึงร่วงลงไปต่อหน้าต่อตาเราก่อนจะถึงเส้นชัยอีกนิดเดียว รถพยาบาลเข้ามาดู เจ้าตัวเหมือนใจสู้ อยากจะฝืนวิ่งต่อให้เข้าเส้นชัยข้างหน้า คนข้างสนามก็ร่วมเชียร์ เหมือนกำลังดูนักมวยที่โดนต่อยแล้วกรรมการกำลังนับ แต่สุดท้ายนักวิ่งผู้โชคร้ายคนนั้นก็แพ้น็อคไป ภาพนั้นติดตาเรามาถึงทุกวันนี้ และเราก็ไม่อยากโดนน็อคแบบนั้นเหมือนกัน

.
.
.

สุดท้าย การวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกของเราปีนี้ ก็ไม่ได้โดนน็อคออกจากการแข่งอย่างที่เรากลัว แม้ระหว่างทาง เราจะเป็นตะคริวที่ต้นขาทั้งสองข้างตั้งแต่กิโลเมตรที่ 25 กว่าๆ แต่เราก็ประคองตัวเอง เดินบ้าง วิ่งบ้าง พักยืดกล้ามเนื้ออยู่เป็นระยะๆ ตอนวิ่งไปก็มีเพื่อนนักวิ่งมาทัก มาให้กำลังใจอยู่หลายคน ประกอบกับมีเพื่อนนักวิ่งหลายรายที่อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับเรา (วิ่งฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ ผู้จัดวางระยะผิดไป เพิ่มให้คนแข่งฮาล์ฟไปประมาณ 6 กิโลเมตร เข้าใจว่ากลุ่มเพื่อนนักวิ่งที่เดินเคียงข้างเราเข้าเส้นชัยคงจะมีระยะอัลตราฮาล์ฟอยู่เยอะ) ทำให้เราสามารถเข้าเส้นชัยด้วยเวลาประมาณเกือบ 7 ชั่วโมง(ตั้งแต่ตีสองถึงเกือบเก้าโมง) โชคดีที่ถึงก่อนที่งานจะเลิก ยังได้รับเสื้อ finisher อยู่ เย้! ^^

ไม่ว่าปีนี้ตอนแรกเหตุผลในการลงสมัครวิ่งฟูลมาราธอนของเราจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถเข้าสู่เส้นชัยได้แล้ว และประสบการณ์ที่เราได้รับก็อาจแตกต่างจากเหตุผลที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรก บทเรียนอย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ บางทีคนเราอาจจะไม่ต้องไปคาดหวังคิดโน่นคิดนี่ไปมากมายในการทำอะไรซักอย่าง แค่เพียง “ลองทำดู” เดี๋ยวคำตอบต่างๆ มันก็จะปรากฏและเป็นประสบการณ์อันมีค่าให้เราต่อไปเองแหละ 🙂

กรุงเทพ มาราธอน 2557

Bangkok Marathon 2014

ปีนี้ลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 km ในงาน “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพมาราธอน 2557” เป็นปีที่สอง ก่อนหน้านี้วิ่งมินิมาราธอน 10 km มาตลอด คราวนี้เราแทบไม่ได้ฝึกซ้อมเลย แถมมาวิ่งคนเดียว ไม่ได้มีเพื่อนๆ มาวิ่งด้วยกันเหมือนทุกทีอีก

ตอนวิ่งคราวนี้ ช่วงครึ่งแรกรู้สึกได้ว่าเราวิ่งดีมาก วิ่งได้แป๊บเดียวก็มาถึงจุดกลับตัวแล้ว ทั้งๆ ที่ปีที่แล้วจะรู้สึกเหนื่อยกว่านี้ตอนมาถึงจุดกลับตัว ครั้งนี้ตรงจุดหยุดพักกินน้ำ 3-4 จุดแรก เราไม่ได้เดินพักเลย คว้าน้ำกินแล้วก็วิ่งต่อไปทันที (บางจุดก็ทำซ่า วิ่งผ่านไปเลยไม่กินน้ำ) ช่วงนั้นจำได้ว่าตาเรามองแต่ถนนระยะไปข้างหน้าแค่ 2-3 เก้าเท่านั้น แทบไม่ได้มองวิวทิวทัศน์ข้างทางเลย ตอนถึงสะพานพระรามแปด ถ้าเป็นการวิ่งฮาล์ฟรวมไปถึงมินิครั้งก่อนๆ เราจะเริ่มเหนื่อย และหยุดเดินแล้ว แต่ปีนี้ก็วิ่งได้สบายๆ ตอนนั้นนี่ย่ามใจมากว่าเราวิ่งได้ดี เมื่อเทียบกับตัวเองสมัยก่อน…

อย่างไรก็ตาม ความซ่าที่ไม่ค่อยได้ซ้อมก็มาออกฤทธิ์ตรงแถวพระบรมรูปทรงม้า เราเริ่มเหนื่อยและวิ่งช้าลง จนกระทั่งมาเหนื่อยมากๆ แถวท่าพระอาทิตย์ จำได้ว่าตอนนั้นนอกจากเหนื่อยแล้วยังหิวน้ำมากกก คอแห้งเป็นผงเลย ใจก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดให้น้ำซะที ถ้าพกตังค์มาคงจะหลบไปซื้อน้ำข้างทางแล้ว แต่มันไม่ได้พกมาไง ก็เลยต้องวิ่งอย่างทรมานต่อไป พอถึงจุดให้น้ำที่แถมแตงโมด้วยนี่รู้สึกว่าสวรรค์มาโปรด เป็นแตงโมที่พาเราให้ฟื้นจากขุมนรกเลยล่ะ 😀

แต่ในที่สุด ไม่ว่าจะกินแตงโมหรือน้ำมาแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมก็มาแสดงอาการชัดตอนถึงแถวท่าพระจันทร์ ขาทั้งสองข้างมันพร้อมจะเป็นตะคริวได้ทุกเมื่อ ร่างกายเหมือนจะหน้ามืด พร้อมจะเป็นลมได้จริงๆ ตอนนั้นเราเข้าใจอารมณ์คนที่หมดพลังเลย ทุกทีตอนวิ่งครั้งก่อนๆ ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกหมดแรงและเกือบจะเป็นตะคริวแบบนี้ ครั้งนี้ร่างกายเรามันแย่จริงๆ 😦

ใจตอนนั้นคิดถึงคำที่นักวิ่งหลายคนบอกว่า รักษาตัวอย่าให้ร่างกายบาดเจ็บ จะได้สามารถวิ่งได้ครั้งต่อไปดีกว่า เราเลยตัดสินใจค่อยๆ เดินแทน มองดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า มองดูคนวิ่งผ่านเราไปทีละคนสองคน มองวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังยามเช้า เดินจนรู้สึกหายเหนื่อย พอจะเริ่มวิ่ง ขาทั้งสองข้างมันก็เตือนเราว่า ครั้งนี้อย่าซ่าเลย แล้วก็ทำท่าจะเป็นตะคริวอีก เราก็เลยเชื่อฟังขา กลับมาเดินต่อ 🙂

ระหว่างทางที่เราเดินเข้าเส้นชัย มีนักวิ่งคนหนึ่งวิ่งผ่านเราไปแล้วก็บอกเราว่า “สู้ๆ” กีฬาวิ่งนี้มันแปลกดีแฮะ ผู้เข้าร่วมแข่งขันคอยให้กำลังใจกัน ทุกคนแข่งกับตัวเองทั้งนั้น เพื่อนร่วมสนามต่างก็คอยให้กำลังใจในการสู้กับตัวเอง ช่างเป็นกีฬาที่มีน้ำใจต่อกันมากเหลือเกิน

ตอนเดินเราก็คิดไปว่า การวิ่งครั้งนี้มันสอนเราเหมือนกันนะ ทั้งเป็นบทเรียนให้เห็นผลของการฝึกซ้อมน้อย และที่สำคัญมันทำให้เราได้ลิ้มรส ความรู้สึกฮึกเหิมที่วิ่งได้ดีช่วงต้นและรู้สึกปล่อยวางที่วิ่งได้แย่ช่วงปลาย นึกไปก็คงคล้ายกับชีวิตคนเราที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง การทำจิตใจให้พร้อมรับสถานการณ์ที่รุ่งโรจน์และร่วงโรยคงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เมื่อตอนขาขึ้นก็อย่าได้ย่ามใจว่าเราจะอยู่จุดนี้ตลอด ลิ้มรสความสำเร็จแต่พอดีโดยไม่ลำพอง และเมื่อตอนขาลงก็เข้าใจมัน ปรับตัวถนอมตัวโดยวางใจให้ไม่ขัดแย้งกับมัน การวิ่งครั้งนี้มันเตือนเราให้เห็นทั้ง 2 ช่วงเวลาจริงๆ

พอวิ่งจบและพักหายเหนื่อยแล้ว เราก็ดูนักวิ่งคนอื่นๆ วิ่งเข้าเส้นชัยต่อ มีคนหลากหลายแบบเหลือเกิน ทั้งคนที่วิ่งเข้าสบายๆ คนที่เดินเข้าเส้นชัยแบบหมดพลัง (รวมถึงเราด้วย) คนที่บาดเจ็บและมีเพื่อนๆ ประคองเข้าเส้นชัย (พี่ตูน บอดี้แสลมเป็นต้น) คู่รักที่จูงมือกัน พ่อที่อุ้มลูกเล็กๆ ก๊วนขนาดใหญ่ที่คอยวิ่งพูดให้กำลังใจสมาชิกหน้าใหม่ ฯลฯ ดูภาพเหล่านี้มันประทับใจเราดี

เพราะเสน่ห์แบบนี้ล่ะมั้ง เราเลยตัดสินใจมาวิ่งครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ซ้อมน้อยก็ตาม 🙂

ป.ล. ตอนเรานั่งดูคนวิ่งเข้าเส้นชัย ข้างเรามีลุงคนหนึ่งวิ่งฟูลมาราธอนเสร็จแล้วนั่งพักด้วย  จู่ๆ แกก็เป็นตะคริว เราก็เลยช่วยแกจับแข้งขาไว้ พอแกหายก็เลยนั่งคุยกันพร้อมกับนั่งให้กำลังใจนักวิ่งคนอื่นที่กำลังวิ่งเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่งดงามจัง…

เสียงดนตรีกับการวิ่ง

lumpini-park-library

วันนี้ออกไปวิ่งที่สวนลุมพินีตั้งแต่ตอนบ่ายสาม ไปถึงก็แวะอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชนของสวนลุมฯ คนนั่งอ่านหนังสือกันเต็มไปหมดเลย เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจแทนผู้เกี่ยวข้อง 🙂 รอจนห้องสมุดปิดตอนห้าโมงเย็นค่อยออกมาวิ่ง

คราวนี้กะจะวิ่งซัก 5 รอบใหญ่ ระยะทางประมาณ 12 km ปกติระหว่างวิ่งเราก็จะฟังเพลงไปด้วย วันนี้เลือกเพลงของเจ๊ Misia อัลบั้ม Kiss in the Sky หลังจากไม่ได้เพลงของแกมานานแล้ว เสียงเพลงยังคงมีพลังให้ฮึกเหิมดี

ระหว่างที่วิ่งไปจนถึงรอบที่ 2 กว่าๆ เราก็เริ่มเหนื่อยซะแล้ว พูดถึงการวิ่งออกกำลังกายแบบนี้มันดีอย่างหนึ่ง คือได้อยู่กับตนเองอย่างแท้จริง อยู่กับความคิด ไม่ก็อยู่กับความรู้สึก(เหนื่อย) สลับกันไป ถือเป็นการคลายเครียดที่เราชอบทีเดียว ตอนนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าแล้ว แสงอาทิตย์ลับไป เหลือแต่แสงจากเสาไฟข้างทางเป็นระยะ ตอนนั้นเพลงดำเนินถึง track 12 果てなく続くストーリー “Never Ending Story” มันเป็นเพลงที่เราฟังแล้วให้ความรู้สึกดราม่ามาก ฟังท่อน intro ไปพร้อมๆ กับอาการเหนื่อย แล้วยังถูกคนรอบข้างแซงไปเรื่อยๆ อีก เสียงเพลงประกอบการวิ่งในอารมณ์นั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราสุดท้ายก็เป็นการเดินทางเพียงลำพังที่มีผู้คนผ่านเข้ามาและออกไป เห็นเงาตัวเราเองพาดถนนผ่านซ้ำไปซ้ำมาเมื่อก้าววิ่งไปแต่ละครั้งที่ผ่านเสาไฟ แต่ตอนนั้นแทนที่จะหมดแรง เรากลับวิ่งด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเพลงเข้าสู่ท่อนเกือบท้าย มันเร้าอารมณ์ให้นึกว่าตนเองเป็นเทียนที่เปล่งแสงสุกสว่างครั้งสุดท้ายก่อนที่จะดับลงไป เราก็ฮึดวิ่งแซงคนข้างๆ คนแล้วคนเล่า (แต่เราโดนแซงหนึ่งคนโดยฝรั่งที่วิ่งเร็วเหลือเกิน 55) และเมื่อถึงท่อนสุดท้ายฟินาเล่ เจ๊ Misia ก็แผดร้องท่ามกลาง background เสียงวงคอรัสที่ร้องประสาน ก่อนที่จะแผ่วเบาเหมือนเทียนที่ดับแสงในที่สุด ในตอนนั้นเราที่หมดแรงแล้วก็หยุดวิ่งไปด้วยเช่นกัน…

พอได้เดินพัก ร่างกายที่เย็นลง ใจที่เย็นลง ก็คิดได้ว่าเมื่อกี้คงเป็นเหมือนกับจุดสูงสุดของชีวิตคน ที่หลายคนหวังให้มีช่วงรุ่งโรจน์ด้วยพลังแห่งความทะเยอทะยานแบบนั้นแหละ เป็นแรงผลักแห่งความเศร้า ความรุนแรง เป็นแรงผลักจากด้านลบหน่อยๆ แต่หลังจากนั้นล่ะ ชีวิตมันก็ต้องมีขาลงเป็นธรรมดา เมื่อขาลงแล้วแต่ชีวิตก็ยังไม่จบสิ้น โลกยังไม่แตก เราก็ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไปนี่นา

ในอัลบั้ม Kiss in the Sky ไม่ได้จบลงอย่างเกรี้ยวกราดที่ track 12 ยังคงมี track หลังจากนี้อีก เมื่อ track 13 “Shining Star” และ track 14 太陽がいるから, “Because There’s the Sun” เล่นต่อมา เพลงจังหวะสนุกๆ พวกนี้มันก็ทำให้เรามองภาพการวิ่งเดิมในมุมที่ต่างออกไป ผู้คนที่เข้ามาและจากไปในเส้นทางวิ่ง รวมไปถึงเส้นทางชีวิต มันก็มีสีสันคุณค่า ณ ช่วงเวลานั้นๆ เช่นกัน อย่างน้องผู้หญิงเสื้อฟ้าหางม้า ที่วิ่งช้าๆ เรื่อยๆ ข้างหน้าเราตอนนี้ เธอวิ่งไปด้วยหางม้าก็สะบัดไปด้วยมันก็ดูเพลินตาดี เมื่อกี้เราวิ่งแซงเธอใน track 12 พอเราหยุดเดินเธอผู้ที่วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่หยุดพัก ก็กลับมาแซงเราใหม่ หรือพอมองไปที่ม้านั่งข้างทางก็มีคู่สามีภรรยาชนชาติแขกที่อายุเยอะแล้วนั่งพักอยู่ ภรรยาก็นั่งอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ ส่วนสามีก็นอนหลับหนุนตักเมียสบายใจเฉิบ ^^ ภาพของคนรอบข้างที่เราเห็นตอนวิ่งช้าๆ เหล่านี้ มันก็สร้างความเพลิดเพลินให้เราไม่แพ้ความรู้สึกดราม่าฮึกเหิมที่วิ่งเมื่อกี้เลย การวิ่งเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่มองโลกบวกมันก็ทำให้เราวิ่งผ่านรอบที่ 4 ไปได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยมาก

จนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย อัลบั้มของ Misia จบไปแล้ว เราเปลี่ยนไปฟังเพลงสบายๆ ของเจ๊ Olivia Ong แทน จนเมื่อเพลง 如燕 ดังขึ้นมา เพลงซึ้งๆ ช้าๆ งดงามเพลงนี้ มันก็กระตุ้นให้เราเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมา 3,4 รอบ เพลงซึ้งๆ แบบนี้แหละเหมาะสำหรับเป็นบทสรุปในเส้นทางวิ่ง 5 รอบของเราในวันนี้ 🙂

ตลกดีนะ วิ่งไป ฟังเพลงไป จิตใจมันจะคิดฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้ อยากจดบันทึกเอาไว้หน่อยว่าช่วงเวลานั้นเราคิดอะไรบ้าง ใจมนุษย์นี่มันคิดโน่นนี่ แส่ส่ายไปรับเอาเรื่องต่างๆ มาคิด นึก ปรุงแต่ง จริงๆ พอได้ลองมาสังเกตและจดไว้บ้างก็ไม่เลว 😀

กำลังใจ

ระหว่างที่เราวิ่งในงานมิซูโน แม่น้ำแคว ฮาล์ฟมาราธอนนานาชาติ 2557 หลังจากผ่านจุดกลับตัว แวะกินแตงโมและน้ำดื่มเกลือแร่ สงสัยจะกินเยอะไปหน่อยเลยรู้สึกปวดท้อง ทำให้กำลังกายในการวิ่งกลับเข้าสู่เส้นชัยลดลงไปเยอะทีเดียว บวกกับเวลาตอนนั้นก็แปดโมงกว่าแล้ว แดดก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างที่เรากำลังวิ่งขึ้นเนินอย่างอ่อนแรงนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยให้กำลังใจกันด้านหลัง เราไม่ได้เอะใจอะไร ทันใดนั้นก็มีนักวิ่งสองคนเจ้าของเสียงพูดคุยด้านหลังวิ่งแซงหน้าเราไป พร้อมกับพูดว่าเราว่า “เยี่ยมมากน้อง” นักวิ่งสองคนนั้นยังคงวิ่งฉิวไปข้างหน้าพร้อมกับให้กำลังใจผู้คนที่พวกเขาวิ่งผ่านไป…

สองข้างทางวิ่ง มีชาวบ้านละแวกนั้นมามุงดูพวกนักวิ่งอยู่เป็นระยะๆ แต่ที่เราประทับใจคือเด็กสาวน้อยวัยประถมใส่ชุดกระโปรงสีแดง นั่งอยู่ที่เพิงร้านขายผักผลไม้ข้างถนน ไม่รู้ผู้ใหญ่หายไปไหน มีแต่เด็กน้อยนั่งอยู่คนเดียว แกก็นั่งปรบมือให้นักวิ่งที่วิ่งผ่านไปอยู่เรื่อยๆ ดูน่ารักดี

อีกกลุ่มที่เจอคือกลุ่มเด็กประถมชายหญิงสี่ห้าคน ท่าทางจะดูซนไม่น้อย คอยยื่นมือแปะกับเหล่านักวิ่งเพื่อส่งพลังให้พวกเรา เราก็สนุกไปกลับกลุ่มเด็กพวกนี้ ส่งมือไปแปะรับพลังมาด้วย…

ตรงจุดให้น้ำสุดท้ายก่อนจะเข้าเส้นชัยอีกประมาณสองกิโล สภาพเราถือว่าใกล้หมดแรงเต็มที น้องผู้หญิงอาสาสมัครคนหนึ่งที่จุดให้น้ำคงจะสังเกตเห็นอาการเรา เลยบอกกับเราว่า “สู้ๆ ค่ะพี่ ใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว”…

กำลังใจนี่เป็นของมหัศจรรย์นะ แม้จะมาจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน แต่ถ้ามันมาในจังหวะที่เหมาะสม มาในช่วงที่เราหมดพลัง มันก็ช่วยให้เรากลับมามองตรงเส้นทางข้างหน้า ยิ้มสู้ และเริ่มออกวิ่งต่อไป 🙂

วิ่งที่ทำงาน

night-at-the-office

ช่วงนี้ตอนเย็นๆ เราเริ่มกลับมาซ้อมวิ่งอีกครั้ง เพื่อฟิตร่างกายเตรียมวิ่งมินิมาราธอน ในวันที่ 18 พ.ค. นี้ ปกติที่ผ่านมาเวลาซ้อมวิ่งที่ทำงานเราจะไปวิ่งที่ฟิตเนส แต่ครั้งนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศลงมาวิ่งที่สนามหญ้ารอบๆ ที่ทำงานบ้าง อยากเห็นผู้คนขณะวิ่ง 🙂

เราวิ่งไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนเย็นยาวไปจนพลบค่ำ ขณะวิ่งก็ทักทายเพื่อนร่วมงานขณะกำลังกลับบ้าน ลมที่ปะทะเข้ามาตอนเย็นช่วยคลายความร้อนความเหนื่อยจากการวิ่งได้มากทีเดียว แตกต่างจากอากาศตอนกลางวันในเดือนนี้ที่ร้อนเหลือเกิน ความเหนื่อยตรงนี้มันก็ดีนะ มันทำให้สมองได้พักผ่อนจากการ”คิด”เหมือนกัน ปล่อยให้ร่างกายส่วนอื่นได้ออกกำลังบ้าง เปิดโอกาสให้ใจได้สัมผัสความรู้สึกรอบข้างบ้าง ได้สังเกตมองเห็นสิ่งที่เราละเลยไปในยามที่ชีวิตเร่งรีบตอนช่วงทำงาน เห็นเงาใบไม้สะท้อนลงบนพื้น มันสั่นไหวไปตามแรงลม…

หลังวิ่งเสร็จเราเดินรอบๆ ที่ทำงานเพื่อวอร์มดาวน์ วันนี้เราลองเดินไปในบริเวณที่ปกติไม่ค่อยเดินผ่าน เดินไปตามสนามหญ้าข้างๆ สระน้ำ ที่ซึ่งน่าจะเป็นที่อาศัยของตัวเงินตัวทอง (มีคนที่ทำงานเคยเห็นหลายครั้งแล้ว แต่เรายังไม่มีวาสนาเจอ) มองเห็นต้นไม้ที่ผู้ใหญ่เคยปลูกไว้และเราก็ไปร่วมงานด้วย ผ่านไปสามสี่ปี มันก็เติบใหญ่สูงจนเลยหัวเราไปแล้ว มองเห็นดอกคูนอวดดอกสีเหลืองทอง เห็นแสงไฟจากยอดเสาอากาศวิทยุที่ค่อยกระพริบยามค่ำคืนตลอดเวลา เห็นเหล่าแม่บ้านพนักงานนั่งเล่นบนสนามหญ้า

ด้วยความเหนื่อย เราเลยนอนลงบนพื้นสนามหญ้าใต้ต้นไม้ข้างสระน้ำ รู้สึกห่างหายจากการเอนตัวนอนบนพื้นหญ้ามานาน ปล่อยให้ร่างกายรับพลังจากพื้นดิน ตามองท้องฟ้าตามค่ำคืนผ่านกิ่งก้านใบไม้ ไม่เห็นดาวซักดวง คงเพราะไฟจากอาคารมันกลบไว้ ลองเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ ที่ปกติไม่ค่อยได้ตั้งใจฟัง ได้ยินเสียงเหล่าแมลงสองสามชนิด เสียงรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ถ้าตั้งใจฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงใบไม้ไหวตามแรงลมด้วย ใจเราบางทีก็แวบคิดไปว่าสุดท้ายเราก็คงต้องจากโลกนี้ไป กลับคืนสู่พื้นดินแบบนี้ในสภาพคล้ายแบบนี้แหละ

เรารู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเหล่านี้มันแปลกใหม่เหลือเกิน ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ใกล้ตัวเรามาก แต่เราก็ไม่ค่อยจะได้สัมผัสมัน มัวคิดแต่จะเดินทางไกลสู่โลกใหม่อันกว้างใหญ่ที่ไม่เคยเจอ ทั้งๆ ที่โลกใกล้ตัวก็อาจยังมีพื้นที่ให้เราได้ลองเข้าไปค้นหา…

ป.ล. เพลงที่เราฟังบ่อยที่สุดขณะที่วิ่งวันนี้คือเพลงนี้ มันทำให้บรรยากาศการวิ่งวันนี้สงบจริงๆ “เพราะเธอ – นั่งเล่น feat. ธีร์ ไชยเดช”