แรงขับเคลื่อนของการทำงานฟรี

อ่านหนังสือ “สารพัดวิธีรวยด้วยฟรี Free the future of a radical price” ของ Chris Anderson ในบทที่ 12 พูดถึงเรื่องแรงจูงใจของการทำงานฟรี ขอยกมาแปะบล็อกหน่อย

… การได้ทำงานที่ชอบ แม้จะไม่ได้เงิน ทำให้คนเรามีความสุขมากกว่าทำงานที่ได้เงินเดือนเสียอีก ถึงอย่างไรเราก็ยังต้องกินต้องใช้ แต่อย่างที่มาสโลว์แสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ต้องการอะไรบางอย่างมากกว่านั้น การได้ทำงานสร้างสรรค์และรู้ว่ามีคนชื่นชอบ เป็นความสุขที่มาสโลว์ยกให้เป็นสุดยอดของความปราถนาทั้งปวง ซึ่งงานประจำส่วนใหญ่ให้ไม่ได้ จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมเราเห็นเว็บเติบโตอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยแรงงานอาสา ซึ่งผู้ทำงานมีความสุขกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ การช่วยเหลือ ช่วยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศักยภาพและแรงงานที่นำมาใช้ในระบบการผลิตที่ไม่มีเงินตอบแทนมีอยู่ในสังคมมาหลายศตวรรษแล้ว มันเพียงแต่รอให้มีระบบและเครื่องมือทางสังคมมารองรับและยอมรับบทบาทของมันเท่านั้น เว็บได้สร้างระบบและเครื่องมือที่ว่านี้ และก่อให้เกิดตลาดแลกเปลี่ยนฟรีอย่างเสรีขึ้นในทันที

อ่านแล้วโดนใจเราดี รู้สึกว่ามันช่วยอธิบายเหตุผลบางอย่างที่เราเชื่อ เราคิดว่าโลกสมัยใหม่ที่ปัจจุบันความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ยกระดับสูงขึ้นกว่าในอดีต จนได้รับความต้องการพื้นฐานเพียงพอแล้ว ประกอบกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มากขึ้น จะยิ่งส่งเสริมให้คนเราเลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ แม้สิ่งเหล่านั้นจะได้ผลตอบแทนในรูปตัวเงินไม่มากนักก็ตาม

ป.ล. ชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ไม่เข้ากับเนื้อหาเลย จริงๆ หนังสือมันอธิบายระบบเศรษฐกิจที่ขายสินค้าบริการ “ฟรี” ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ตอนแรกที่เห็นชื่อและปกเราไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นหนังสือแนวฮาวทูทำไงให้รวย แต่พอเห็นชื่อผู้แต่งเราเลยหยิบมาอ่าน ซึ่งเนื้อหาก็สนุกและเปิดโลกเราพอสมควรทีเดียว

แนะนำการใช้งาน goodreads.com

ใน facebook ของเรา ส่วนใหญ่มักจะมีคนรีวิวหนังภาพยนตร์มาโผล่ใน feed บ่อยๆ  ซึ่งมีประโยชน์มากในการเลือกหาหนังมาดู นานๆ ถึงจะมีคนรีวิวหนังสือโผล่มา คงเป็นเพราะหนังสือใช้เวลาในการอ่านจนจบนานกว่าหนัง แต่ระยะหลังนี้รู้สึกว่าจะมีคนรีวิวหนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังจบงานสัปดาห์หนังสือ) เราเองเลยอยากจะรีวิวหนังสือลงใน facebook บ้าง เมื่อก่อนเคยเขียนลงใน blog แต่ตอนนี้กระแสโซเชียลค่อนข้างมาแรงและมีเว็บโซเชียลสำหรับหนังสือที่น่าสนใจ คือ goodreads.com เพราะสามารถเชื่อมต่อกับ facebook ได้ด้วย เวลาสมัครก็ใช้บัญชี facebook ได้เลย และเมื่อแสดงความเห็นต่อหนังสือแล้วก็จะโชว์ในสเตตัสบน facebook ด้วย เราเลยคิดจะเขียนลงที่เว็บนี้ จะได้เป็นการรวบรวมฐานข้อมูลไว้ทีเดียว น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่จะมาอ่านทีหลังมากกว่า


การใช้งาน goodreads ที่จะแนะนำในโพสนี้ขอแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่คือ 1.การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ 2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล 3.การรีวิวหนังสือ

1. การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ

ก่อนอื่นก็ต้องค้นหาหนังสือก่อนว่าเล่มไหนที่เราสนใจ ซึ่งช่องค้นหา สามารถกรอกได้ทั้ง ชื่อเรื่อง ชื่อคนแต่ง เลข ISBN (ถ้าหาด้วยชื่อเรื่องหรือคนแต่งไม่เจอ ให้ลองหาด้วยเลข ISBN ดู เราเจอหลายเล่มที่สุดท้ายต้องหาจาก ISBN เอา อาจเป็นเพราะระบบยังรองรับการค้นหาด้วยภาษาไทยไม่ค่อยดี)

เมื่อเจอเล่มที่ต้องการแล้ว (หากลองค้นหาด้วยเลข ISBN แล้วยังไม่เจอ แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มในฐานข้อมูล ให้ดูวิธีเพิ่มในข้อ 2.) ใต้รูปปกจะมีสถานะ 3 อย่างในเลือก โดยแต่ละอย่างจะมีความหมายดังนี้

goodreads-1

  • Read : แปลว่า อ่านจบแล้ว เราสามารถให้คะแนนเป็นดาว รวมถึงเขียนรีวิวได้ วิธีรีวิวให้ดูในข้อ 3.
  • Currently Reading : แปลว่า ตอนนี้กำลังอ่านเล่มนี้อยู่ ถ้าตอนนี้เรากำลังอ่านหลายเล่มหรือชอบอ่านแล้วดอง ก็จะมีสถานะนี้อยู่เยอะ
  • Want to Read (หรือ to-read) : แปลว่า อยากอ่านเล่มนี้จัง เอาไว้จดเป็น wish list หนังสือที่อยากหามาอ่าน

2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล

ในกรณีที่ลองค้นหาหนังสือแล้วไม่เจอซักที แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูลระบบ (ส่วนใหญ่มักเป็นหนังสือภาษาไทย) แม้ไม่ใช่เจ้าของหนังสือหรือสำนักพิมพ์ก็สามารถเพิ่มข้อมูลหนังสือเข้าไปเองได้ โดยมีวิธีเพิ่มง่ายๆ ดังนี้

goodreads-2

2.1 ในหน้าค้นหา กดไปที่ปุ่ม “Still can’t find the book? Add a new record”

2.2 ในหน้ากรอกฐานข้อมูลหนังสือใหม่ ฐานที่ข้อที่จำเป็นต้องกรอกคือ title ,sort by title และ author แต่เราแนะนำให้กรอกเลข ISBN และรูปปกหนังสือด้วย ส่วนฐานข้อมูลอื่นๆ ก็แล้วแต่ จะกรอกเพิ่มได้

goodreads-3

2.3 title คือ ชื่อหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือที่มีหลายเล่ม ก็วงเล็บแล้วก็บอกว่าเป็นเล่มไหนในชื่อชุดหนังสือ เช่น Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (Harry Potter, #1) หรือ Ranma ½, Vol. 1 (Ranma ½, #1)

2.4 sort by title ถ้าชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อเดียวกับ title เลย  ข้อนี้เอาไว้สำหรับภาษาอังกฤษที่จะมีคำพวก The ข้างหน้าชื่อหนังสือ เค้าจะเอาไปไว้ด้านหลัง เมื่อเรียงแล้วจะได้ไม่งง เช่น tltle เป็น The Da Vinci Code ตรง sort by title ก็จะเป็น Da Vinci Code, The

2.5 author คือ ชื่อคนเขียนหนังสือ เราสามารถกด Add new author กรณีมีคนเขียนหลายคน หรือจะใส่ชื่อคนแปลก็ได้ โดยตรงช่อง role ด้านหลังชื่อคนแปลก็ให้ใส่ว่า Translator

2.6 isbn คือ ชื่อรหัสหนังสือ โดยทั่วไปหนังสือทุกเล่มบนโลกมักจะมีเลขนี้อยู่เสมอ ควรใส่ลงไปจะได้ค้นหาได้ง่าย

2.7 รูปปกหนังสือ ก็ไปค้นรูปจาก google มาแล้วก็ใส่ใน Add a cover image for this book. ก็กดตรงปุ่ม Browse…

2.8 ในกรณีหนังสือภาษาไทย edition language ควรเลือกเป็น Thai ด้วย

2.9 เลื่อนลงมาด้านล่างสุด กดปุ่ม Create book

2.10 จะขึ้นหน้ารีวิวหนังสือเล่มที่เราเพิ่มในฐานข้อมูลขึ้นมา ถ้าเรายังอ่านไม่จบก็ยังไม่ต้องให้ดาวให้คอมเม้นท์ และเลือก Bookshelves/Tags เป็น currently-reading (กำลังอ่าน) หรือ to-read (อยากอ่าน) แล้วก็กด save แต่ถ้าเราอ่านจบแล้วก็เลือก read พร้อมกับรีวิวหนังสือตามข้อ 3.

3.การรีวิวหนังสือ

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว โดยกดสถานะเป็น Read เราสามารถให้คะแนน (สูงสุด 5 ดาว) รวมถึงเขียนสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ได้ เมื่อเขียนเสร็จก็สามารถจะกด share ให้ปรากฏใน facebook status ของเราได้ คนที่เล่น goodreads ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ก็จะสามารถดูคะแนนและรีวิวของคนที่อ่านจบแล้วได้รวมถึงรีวิวของเราด้วย อย่าลืมกรอกว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบวันไหน


จริง goodreads ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ เช่น สามารถเพิ่มเพื่อนที่เล่น goodreads ได้ (ถ้า facebook เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วน่าจะเพิ่มให้อัตโนมัตินะ) พอเพื่อนอ่านหนังสืออะไรก็จะโชว์ให้เราเห็น สามารถแนะนำหนังสือให้กัน กด like หรือ comment การรีวิวหนังสือได้

หวังว่าโพสนี้คงจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนที่อ่านหนังสือมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้นนะ 🙂

ป.ล. goodreads มีกิจกรรม 2015 Reading Challenge ท้าให้คนอ่านหนังสือด้วย โดยให้กำหนดเป้าหมายว่าปีนี้จะอ่านหนังสือให้จบกี่เล่ม เราตั้งไว้ 24 เล่ม ปลายปีลงมาดูสิว่าจะสำเร็จมั้ย ใครอยากรู้ว่าเราอ่านอะไรบ้างก็ลองมาดูได้ที่ลิงก์ goodreads ของเรา จ้า

สนิทใจ

osho-intimacy

เพิ่งอ่านหนังสือ สนิทใจ : สุดทางแห่งความหวาดระแวง ของ OSHO จบ เราขอยกให้เป็นหนังสือของ OSHO ที่ประทับใจเราที่สุดตั้งแต่อ่านมาเลย (ยังมีอีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน อาจมีการเปลี่ยนแปลงอันดับภายหลังได้ 55) เราคิดว่า “ความสนิทใจ” หรือการยินดีเผยความรู้สึกจากส่วนลึกที่สุดและความเปราะบางอ่อนไหวออกมาด้วยความไว้วางใจต่อผู้อื่น ถึงที่สุดมันก็เข้าไปสู่หลักการละวางตัวตนหรือการยึดถือตัวตนของศาสนาพุทธนี่แหละ ยิ่งคนชั้นกลางอย่างเราที่ได้รับโอกาสดีกว่าคนอื่นอีกมากมายยิ่งต้องระวังตรงจุดนี้ ถ้าเผลอเมื่อไหร่ความยึดถือตัวเองว่าเราแน่มันก็จะปรากฎออกมาอยู่เรื่อยๆ

ขอยกตัวอย่างบางข้อความหนังสือมาโพสต์ไว้เตือนใจตนเอง และอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่แวะมาอ่านนะ 🙂

อะไรคือคำตอบที่แท้จริงของการมีชีวิตอย่างสนิทใจ

การจะรู้จักโลกแห่งโลกแห่งการดำรงอยู่นั้น ท่านต้องมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่เสียก่อน แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความคิด มีชีวิตอยู่ในอดีต มีชีวิตอยู่ในอนาคต แต่ไม่เคยมีชีวิตอยู่ที่นี่เลย โลกแห่งการดำรงอยู่คือที่นี่ ณ ขณะนี้ ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นคำถามจึงเกิดขึ้น คำถามเกิดขึ้นเพราะท่านไม่ได้บรรจบกับโลกแห่งการดำรงอยู่ ท่านคิดว่าท่านมีชีวิตอยู่ แต่ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่ ท่านคิดว่าท่านรัก แต่ท่านไม่ได้รัก ท่านเพียงแค่คิดเรื่องความรัก คิดเรื่องชีวิตและคิดเรื่องโลกแห่งการดำรงอยู่เท่านั้น และการคิดนั่นแหละที่เป็นคำถาม เป็นอุปสรรคกั้นขวาง จงละวางความคิดทั้งหลายลง แล้วท่านก็จะเห็นว่าไม่มีคำถามเลยสักคำถามเดียว โลกแห่งการดำรงอยู่มีแต่คำตอบเท่านั้น

นั่นจึงทำให้ข้าพเจ้ายืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่า แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่อาจนำมาซึ่งคำตอบได้ แท้จริงแล้วการแสวงหาไม่ได้เป็นไปเพื่อให้คำถามได้รับคำตอบ การแสวงหาเพียงแค่ทำให้ท่านละวางคำถาม มองชีวิตและโลกแห่งการดำลงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม และนั่นคือความหมายของความศรัทธาหรือความไว้วางใจ เวลาที่ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งคำถาม ท่านจะได้พบกับมิติที่ลุ่มลึกที่สุดของความศรัทธาหรือว่าความไว้วางใจนั่นเอง

ท่านเพียงแค่มอง ท่านไม่ได้คิดว่าจะต้องมองอย่างไร ท่านไม่ได้กำหนดรูปแบบใดๆ ท่านไม่มีอคติใดๆ ท่านเพียงแค่มองด้วยตาเปล่าซึ่งไม่ได้ถูกบดบังด้วยความคิด ปรัชญา หรือความเชื่อจากศาสนาใดๆ ท่านมองโลกแห่งการดำรงอยู่ด้วยสายตาของเด็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็มีแต่คำตอบเท่านั้นที่ปรากฏ…

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2557

national-book-fair-2014-1

ปีนี้ไปงานสัปดาห์หนังสือเกือบวันสุดท้าย คนแน่นมากขึ้นทุกปี แต่เราก็ยังมีเหตุจูงใจให้ไปงานหนังสืออยู่ ทั้งการเปิดโอกาสตัวเองให้ได้เจอกับหนังสือแปลกใหม่ที่ไม่ค่อยได้เห็น ได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่คนทำ คนขาย คนอ่านหนังสือมาพบปะกัน ที่สำคัญงานสัปดาห์หนังสือในช่วงหลังนี้ ก็จะมีนิทรรศการดีๆ ให้เราได้ชมกันด้วย ปีนี้ก็มี 2 งานที่ดีมากคือ “ข้าพเจ้าได้เห็นมา โลกนิยายของศรีบูรพา” และ “โลกคือนิยาย” ศรีบูรพาเป็นนักเขียนในดวงใจเราอยู่แล้วพอมีนิทรรศการที่เกี่ยวกับแกก็น่าสนใจสำหรับเรา ส่วนโลกคือนิยายก็พาผู้ชมไปสัมผัสกับนิยายไทยที่โดดเด่น โดยหยิบเอาวรรคทองในแต่ละเรื่อง พร้อมกับคำบรรยายว่านิยายที่เลือกมามีความดีงามอย่างไร ที่เราชอบคือมีความหลากหลายของนิยายที่เลือกมา โดยเฉพาะเอานิยายสมัยใหม่มาด้วย ถือว่าเป็นการเข้าหาเด็กยุคปัจจุบันมากขึ้น ขอชมเชยเลยทีเดียว ตอนแรกว่าจะซื้อแค่เล่มสองเล่ม แต่เดินไปเดินมาก็เจอหนังสือที่น่าสนใจมากมาย และคิดว่าเรายืมจาก TK park มาจนเกินคุ้ม ช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือบ้างดีกว่า สุดท้ายก็ซัดไปสิบกว่าเล่ม 🙂 รายการหนังสือที่ซื้อมา

  • AMACHU! สาวน้อย ฟ้าใส กับโลกสีครามใบใหญ่ เล่ม 4 : Kozue Amano : BONGKOCH COMICS > เป็นแฟนอาจารย์คนนี้อยู่แล้ว ไม่พลาด
  • เอ็มม่า ลำนำรักข้ามวรรณะ เล่ม 9 : Kaoru Mori : TKO COMICS > เป็นแฟนอาจารย์คนนี้ด้วยเช่นกัน ดองเล่ม 9 ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายมานานมากกกก
  • สูจิบัตร นิทรรศการ “ข้าพเจ้าได้เห็นมา โลกนิยายของศรีบูรพา” และ “โลกคือนิยาย” > นิทรรศการทำได้ดี ซื้อมาเป็นที่ระลึก
  • สนิทใจ Intimacy : OSHO : FreeMind PUBLISHING > สะสมซีรีส์นี้ของ OSHO ทีละเล่ม เริ่มจาก “เมตตาอาทร” ที่อ่านแล้วชอบ เล่มนี้เป็นเล่มที่สอง ยังเหลืออีกหลายเล่มให้ตามอ่าน
  • บรรยง พงษ์พานิช คิด : บรรยง พงษ์พานิช : open worlds > อ่าน “บรรยง พงษ์พานิช เขียน” แล้วชอบแนวคิดแก เลยเอาอีกเล่มมาอ่าน
  • ศิลปะการฟังอย่างลึกซึ้ง : ภินท์ ภารดาม : สวนเงินมีมา > ทักษะการฟัง เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ควรเรียนรู้ฝึกตนเองไว้
  • ง่ายๆ สไตล์คนเมือง ดูแลตังเองจากเช้าจรดค่ำตามวิถีธรรมชาติ : นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ เขียนและเรียบเรียง, เพียงพร ลาภคล้อยมา เรื่อง : สวนเงินมีมา > เราเป็นคนเมือง ก็ต้องดูแลตัวเองกันหน่อย
  • หยดน้ำในกองไฟ : นิ้วกลม : the 101% > ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือของนิ้วกลมเท่าไหร่ เล่มล่าสุดที่อ่านคือ “ความฝันที่มั่นสุดท้าย” แต่ช่วงหลังได้อ่านคอลัมน์ที่แกกลับมาเขียนใหม่ในมติชนสุดสัปดาห์ เลยคิดว่าเล่มนี้น่าจะโอเค
  • เธอ เขา เรา และร้านหนังสือ : สุพัตรา : แพรวสำนักพิมพ์ > เคยอ่าน “เรื่องเล่าร้านหนังสือ” ที่แกเขียนแล้วชอบ เล่มนี้เลยไม่น่าผิดหวังสำหรับผู้รักหนังสือและร้านหนังสือ
  • Eyes on China มองจีนหลากมิติ : รศ.ดร. อักษรศรี (อติสุธาโภชน์) พานิชสาส์น, อ. อาร์ม ตั้งนิรันดร : กรุงเทพธุรกิจ > ชอบอ่านคอลัมน์มองจีนของ อ. อาร์ม ในกรุงเทพฯ ธุรกิจอยู่แล้ว และรู้สึกว่าเราจะเข้าใจจีนไม่ค่อยมากนัก โดยเฉพาะจีนยุคใหม่ เลยอยากรู้เพิ่มเติม

คิดว่าหนังสือที่ซื้อมาในชุดนี้ไม่น่าโดนดอง คงอ่านจบอย่างรวดเร็ว 😀

national-book-fair-2014-2

ระยะยาว

วันนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่นแบดมินตัน ด้วยอารมณ์ที่เพิ่งยินดีกับชัยชนะของน้องเมย์ ในรายการ Yonex-Sunrise India Open 2013 แต่ปรากฏว่าก๊วนไม่ครบ เลยตัดสินใจไปวิ่งที่ฟิตเนสแทน

ตอนวิ่งที่ฟิตเนส ช่วงแรกก็โหมวิ่งอย่างเต็มที่ ปรับความเร็วของเครื่องวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ผลก็คือ ผ่านไปแค่ 15 นาที ก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว เลยตัดสินใจลดความเร็วไประดับที่เราวิ่งได้สบายๆ แล้วเปลี่ยนแผนใหม่ คือ ปกติเราจะฟังเพลงไปด้วย พอเพลงผ่านไปหนึ่งเพลงก็เพิ่มความเร็วขึ้นนิดหน่อย ประมาณ 0.1 – 0.2 km/hr ปรับไปเรื่อยๆ ผลก็คือ ร่างกายเราก็ค่อยๆ ปรับสภาพได้และสามารถยกระดับการวิ่งไป จนกระทั่งสามารถวิ่งในความเร็วที่ตอนแรกทำให้เหนื่อยได้อย่างสบายๆ สรุปสุดท้ายก็สามารถวิ่งตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 10 km ในเวลา 69 นาที เย้! 😀

หลังวิ่งเสร็จเราก็นั่งพักเหนื่อย พร้อมกับสังเกตโน่นนี่นั่นในฟิตเนสไปเรื่อย แล้วก็ไปสะดุดเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตนเองนิดหน่อยคือ มือขวาเราตรงบริเวณโคนนิ้วก้อย นิ้งนาง และนิ้วกลางของเราด้านไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยเพราะระยะหลังมานี้มาเราเล่นแบดมินตันบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนเล่นแบดทุกวันศุกร์ 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้เล่นแบดประมาณสัปดาห์ละ 2 -3 วัน วันละ 2 – 3 ชั่วโมง

จากเรื่องการปรับระดับความเร็วในการวิ่งกับเรื่องมือด้านจากการเล่นแบดที่เราเจอในวันนี้ ทำให้เรานึกถึง 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

เรื่องแรกคือ “กฎของไมโล” (MILO’S PRINCIPLE) ในวงการนักวิ่งมาราธอน กฎของไมโล ขอยกเอาคำอธิบายของ คุณกฤตย์  ทองคง ในเว็บ jog & joy มาพูดซ้ำในนี้แล้วกัน

ไมโลเป็นตำนานโบราณของกรีกที่เป็นชื่อของนักมวยปล้ำผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใคร เขาเป็นนักกีฬาที่มีชื่ออยู่ระหว่าง 532-516 ปี ก่อนคริสตกาล ไมโลมีวิธีการฝึกร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งตามหลักการง่ายๆด้วยการฝึกยกลูกวัวทั้งตัว ชูขึ้นเหนือหัวทุกๆวันและลูกวัวซึ่งจะเติบโตและมีน้ำหนักมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ก็ย่อมเป็นการทำให้ไมโลแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไมโลไม่ได้ยกลูกวัวเมื่อวานแล้วรุ่งขึ้นไปยกแม่วัว เพียงแต่ยกลูกวัวเท่านั้นแต่ยกทุกวัน ดังนั้นเรื่องของไมโลจึงบอกแก่เราว่า การฝึกร่างกายเพื่อเพิ่มระดับประสิทธิภาพใดๆ ก็ตาม เราจำต้องขยับทีละน้อย อย่าฮวบฮาบจนธรรมชาติร่างกายค่อยๆปรับความสามารถ รับอุปสรรคที่หนักเช่นนั้นได้

เรื่องที่สองคือ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่อยู่ในหนังสือ “Outliers : The Story of Success” ของ Malcolm Gladwell มีฉบับแปลไทยด้วยนะ ชื่อ “สัมฤทธิ์พิศวง” เรายังไม่เคยอ่านหรอกแต่มีคนพูดถึงเยอะจนจำได้ กฎนี้จำง่ายๆ คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ เช่น “โมสาร์ท” “เดอะ บีทเทิลส์” หรือ “บิล เกตส์” ไม่ใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาผ่านการฝึกฝนมามากกว่า 10,000 ชั่วโมง ด้วยต่างหาก

เรื่องสุดท้าย เป็นคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งมีวาทะดังๆ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นที่เราชอบคือ

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ มันทำให้เรานึกถึงการทำอะไรซักอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนทักษะต่างๆ , การออมเงิน , การออกกำลังกาย การกิน ฯลฯ พฤติกรรมที่เราทำต่อเนื่องเป็นนิสัยเป็นระยะเวลาอันยาวนาน มันจะส่งผลย้อนกลับมาแน่นอน แม้ส่วนใหญ่สิ่งที่เราทำมักจะเป็นเรื่องเล็กน้อย (เพราะถ้าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ อาจไม่มีพลังส่งให้ทำต่อเนื่องระยะยาว) ตอนแรกมันยังไม่เห็นผลหรอก ต้องมองกันระยะยาว ทีนี้มันก็ขึ้นกับแต่ละคนแล้วล่ะว่าจะมองการณ์ไกลแค่ไหน เริ่มลงมือทำมั้ย ทำต่อเนื่องมั้ย (ปัจจัยที่ต่อเนื่องได้นานๆ มันคงต้องมีทั้งความรักและความพยายามตั้งใจควบคู่กันไป)

ชีวิตคนเรามันต้องดูกันยาวๆ นานๆ นี่นา เหมือนเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น ตัวเราที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็เป็นผลมาจากการกระทำอะไรบางอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานในอดีตเหมือนกัน…

ย้อนกลับไปดูบล็อกที่เราเริ่มเขียน อืม ก็ยังเขียนมาได้ถึงทุกวันนี้นะ 🙂

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2556

bookfair-2013

ความจริงปีนี้กะจะไม่ไปแล้ว เพราะเหนื่อยกับการเจอผู้คนมากมายเหมือนตอนงานนี้ปี 2555 ช่วงนี้อากาศยิ่งร้อนจัดอีก เลยคิดว่ามีเล่มไหนอยากซื้อค่อยไปซื้อที่ร้านหนังสือดีกว่า…

อย่างไรก็ตาม ก็มีเหตุที่ทำให้เราไปงานนี้จนได้ ปีนี้ไม่เหมือนทุกๆ ปีที่เคยไป คือปกติเราจะไปตอนบ่ายๆ เดินลากยาวไปถึงตอนดึก แต่คราวนี้เราไปตอนเย็นหลังเลิกงาน สาเหตุที่ไปช่วงนี้เพราะรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยากจะนัดเจอกันพอดี น้องเค้าอยากไปหาหนังสือในงานนี้ด้วย ก็เลยตกลงไปหลังเลิกงานวันนี้ ไปตอนเย็นแบบนี้มันก็ดีไปอีกแบบเพราะอากาศไม่ร้อนมาก คนเดินในงานก็น้อยเมื่อเทียบกันวันหยุดที่เราเคยไป ครั้งนี้ไปเดินแป๊บๆ เดียว ได้หนังสือที่อยากอ่าน (มีรายการไว้ในหัวแล้ว) ก็กลับแล้ว อย่างไรก็ตาม เราเจอบางเล่มที่ไม่ได้คิดไว้ แต่น่าสนใจ ก็โดนกิเลสเข้าครอบงำซื้อตามเคย 555

รายการที่ซื้อในปีนี้มีดังนี้

  • สึซึมิยะ ฮารุฮิ ตอน ความตกตะลึงของสึซึมิยะ ฮารุฮิ “ภาคปฐมบท” และ “ภาคปัจฉิมบท” : NAGARU TANIGAWA, แปลโดย NEOZERO : บงกชบุ๊คส์ -> ได้โปสเตอร์พร้อมลายเซ็นดิจิตอลของ อ. Nagaru TANIGAWA / Noizi ITO ผู้แต่งและผู้วาดภาพประกอบนิยายมาด้วย
  • ฤดูกาลรักบทใหม่ รวมผลงานเรื่องสั้นของโคซึเอะ อามาโนะ เล่ม 3 : KOZUE AMANO : บงกชคอมมิคส์ -> ชะล่าใจ ไม่ยอมซื้อเล่มนี้ช่วงออกใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นนักเขียนการ์ตูนที่ชื่นชอบ จนตอนหลังหาในร้านขายหนังสือการ์ตูนทั่วไปไม่เจอ ต้องมาเก็บใจงานนี้ (โชคดีที่ยังเหลืออยู่)
  • โจน : เพม่า โชดรัน, แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และ อัญชลี คุระธัช : สำนักพิมพ์ปลากระโดด -> อ่าน “เมื่อทุกอย่างพังทลาย” ของเพม่าแล้วถูกจริต เลยอ่านเล่มนี้ต่อ
  • สู่วัยชรา อย่างมีศิลปะ แรงบันดาลใจเพื่อชีวิตที่งามอุดม : จอห์น เลน, แปลโดย สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี : สวนเงินมีมา -> งานของจอห์น เลน อ่านมาหลายเล่มแล้ว สงบดี อยากจะอ่านนานแล้ว พอเห็นคุณเคียวโพสไว้ใน facebook และสายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้พอดี ก็เลย…
  • เงินไม่ใช่พระเจ้า ขีดจำกัดทางศีลธรรมของตลาด : ไมเคิล แซนเดล, แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล : openworlds -> หนังสือ “ความยุติธรรม” ของแซลเดล เป็นงานมาสเตอร์พีซจริงๆ ทำให้เราอ่านหนังสือหนาๆ ที่ไม่ใช่นิยายเล่มนั้นจบอย่างรวดเร็ว เลยซื้อเล่มนี้อย่างไม่ลังเล
  • การเดินทางของคชสาร : คชสาร ตั้งยามอรุณ : ระหว่างบรรทัด -> เห็นคนเชียร์หลายคนมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองอ่านซะที วันนี้เดินผ่านบูธระหว่างบรรทัดของคุณแป๊ดพอดี เจอคุณแป๊ดด้วย เลยลองเอาเล่มแรกมาอ่านก่อน ถ้าติดใจคงต่อเล่มสองในอีกไม่นาน
  • พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ : คิมรันโด, แปลโดย อมรรัตน์ ทิราพงษ์ : springbooks -> เล่มแรกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เนื้อหาก็ดีจริง จนน้องสาวเราขอเอาติดไปอ่านที่ต่างประเทศด้วย เลยซื้อเล่มนี้ต่อ

คิดๆ ดู ส่วนใหญ่หนังสือที่เราซื้อวันนี้ ก็เนื่องจากเป็นแฟนคลับของผู้เขียนแทบทั้งนั้นละ ไม่ได้ซื้อตามใจตนเองเหมือนสมัยก่อน 🙂

ป.ล. 1 อย่างน้อยข้อดีงานการไปงานหนังสือก็มีอยู่ คือ ได้มีโอกาสเจอคนรู้จัก เจอคนในวงการหนังสือที่ชื่นชอบ อย่างวันนี้เราก็ได้เจอรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอตัวเป็นๆ กันนานแล้วโดยบังเอิญ เจอคุณแป๊ด เจอคุณวินทร์ เลียววาริณ

ป.ล. 2 สิ่งที่เราชอบอีกอย่างในงานหนังสือ คือการได้เปิดโลกหนังสือเห็นกลุ่มหนังสือเฉพาะทางที่ปกติเราจะไม่ค่อยได้สังเกตในร้านหนังสือ เช่น รุ่นน้องวันนี้ที่ไปด้วยกันเป็นครูสอนศิลปะเด็ก แกก็จะหาบูธที่เป็นหนังสือรวมผลงานศิลปะ หรือฝึกวาดรูป เราก็ได้เปิดโลกว่ามันมีร้านขายหนังสือพวกนี้ในไทยด้วย

ไมตรี

ช่วงนี้วงการสื่อสารมวลชนกำลังร้อนระอุ เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องที่อ่อนไหวต่อสังคมอย่างการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ผ่านสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดอย่างโทรทัศน์ มีการถกเถียงเรื่องเสรีภาพของสื่อ เรื่องภาระหน้าที่ของโทรทัศน์สาธารณะ เราเห็นการโต้เถียงกันหลายรูปแบบในสังคมออนไลน์ บ้างก็เผ็ดร้อน บ้างก็เสียดสีกระแนะกระแหน บ้างก็ขำๆ

พอเราเห็นความดุเดือดในโลกออนไลน์เหล่านั้น ทำให้เราหวนนึกถึงสองบทความที่เพิ่งได้อ่านไม่นานมานี้ เลยอยากจะเอามาแปะไว้เตือนสติตัวเองซะหน่อย แต่คงไม่เอามาแปะหมด คงยกแค่บางท่อนที่รู้สึกกินใจเรา ซึ่งคนที่สนใจควรจะไปตามมาอ่านบทความเต็มเพื่อให้ได้สาระที่ครบถ้วน

บทความแรกเป็นจดหมายจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนถึง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร way ฉบับที่ 59 “การเมืองเรื่องทรงผม”

… เรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ผมคิดว่าถ้าเราช่วยคนจำนวนมากได้ก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้เพราะกำลังไม่พอ การช่วยคนตัวเป็นๆ จำนวนน้อยก็ยังดีกว่าการพูดถึงประชาชนอย่างเลื่อนลอย จุดอ่อนของปัญญาชนเราคือ ชอบพูดถึงประชาชนในลักษณะนามธรรม ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการในหัวข้อประชาชน จากนั้นก็หมกมุ่นกับความคิดของตัวเองในเรื่องนี้ กระทั่งพร้อมทะเลาะกับประชาชนที่มีชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อสนองอัตตาตัวเอง …

อีกบทความหนึ่ง เป็นหนังสือที่ช่วงนี้เราอ่านก่อนนอน When Things Fall Apart เมื่อทุกอย่างพังทลาย หนทางฝึกใจในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เขียนโดย เพม่า โชดรัน แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และ อัญชลี คุรุธัช ในบทที่ 12 “เติบโต” ได้เขียนไว้ดังนี้

… อย่างไรก็ดี เมื่อเรานั่งลงภาวนาและดูจิตใจของเราอย่างซื่อตรง มีแนวโน้มว่ามันจะกลายเป็นโครงการอันน่าหดหู่และเศร้าหมอง เราอาจสูญเสียอารมณ์ขัน และนั่งอยู่กับความแน่วแน่อันเคร่งขรึมเพื่อจัดการความวุ่นวายทั้งหมดนี้อย่างถึงที่สุด หลายคนพอปฏิบัติแบบนี้เรื่อยๆ ไประยะหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกผิดและเคร่งเครียดมากจนแทบเสียสติ จากนั้นพวกเราก็อาจระบายกับใครสักคนที่ไว้ใจว่า “ความเบิกบานในการปฏิบัติ อยู่ตรงไหนกันนะ?”

เพราะฉะนั้นนอกจากการเห็นอย่างชัดแจ้งแล้ว ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือความเป็นมิตร ดูเหมือนหากปราศจากความชัดเจนและความซื่อสัตย์ เราก็จะไม่ก้าวหน้าไปไหน เราจะยังติดอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้เหมือนเดิม แต่ความซื่อตรงอันปราศจากไมตรีจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดและก้าวร้าว แล้วในไม่ช้าก็จะรู้สึกหวานอมขมกลืน เราหมกมุ่นอยู่กับการครุ่นคิดพิจารณาเสียจนไม่มีความสุขหรือความซาบซึ้งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง ในชีวิตเรา และในความงี่เง่าของคนอื่น ท่วมท้นไปหมด นี่คือสาเหตุที่เราจำเป็นต้องเน้นเรื่องไมตรีให้มาก

พอได้อ่านบทความทั้งสอง มันก็ย้อนไปเกี่ยวพันกับปณิธานปี 2556 ของเรา ที่พูดถึงเรื่อง “ความรักความเมตตา” ทั้งต่อผู้อื่นและต่อตนเอง คงต้องพยายามระลึกเรื่องนี้เอาไว้ในใจต่อไปนะ 🙂