ซีรีส์และอนิเมะในปี 2017

Secret_Forest

ปีนี้ถือว่าดูซีรีส์หลากหลายดี เมื่อก่อนส่วนใหญ่จะชอบดูทางญี่ปุ่น แต่พอสมัคร Netflix ก็ได้ดูหลากหลายแนวมากขึ้น ซีรีส์ญี่ปุ่นที่ชอบมากๆ ของปีนี้ คือ Jimi ni Sugoi! ที่พูดถึงวงการพิสูจน์อักษร คนที่ทำงานเบื้องหลังเข้าทางเราอยู่เสมอ อีกเรื่องเป็นซีรีส์ญี่ปุ่นที่ฉายใน Netflix คือ Million Yen Women เขียนบทได้ดี ทำให้คนดูสงสัยอยากดูว่าเรื่องมันเป็นยังไง เราดูรวดเดียวจบเลย

ซีรีส์ฝรั่งที่เราชอบมากในปีนี้คือ The Crown (ยังไม่ได้ดูซีซัน 2) การได้รับรู้มุมมองของกษัตริย์ในโลกยุคใหม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเรา ดีใจที่เรื่องนี้ดังและได้ทำต่อไปอีกหลายซีซัน

ในยุคนี้ปกติเราก็จะดูซีรีส์ผ่านทางโลกออนไลน์รวดเดียว ไม่ได้ดูในทีวีที่ต้องเฝ้าคอยทุกอาทิตย์เหมือนสมัยก่อน ดังนั้นการได้ดู ซีรีส์เกาหลี Stranger (Secret Forest) ที่ปล่อยใน Netflix อาทิตย์ละ 2 ตอน จึงเป็นการหวนกลับบรรยากาศเก่าๆ ยิ่งพอมีเพื่อนๆ ใน Facebook เคยโพสการติดตามซีรีส์เรื่องนี้ ยิ่งทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปด้วย อานิสงส์ความชอบซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เรากลับไปหาดูซีรีส์เกาหลีอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ดูมานาน 555

ในส่วนของอนิเมะ ปีนี้ดูน้อยมาก ที่ชอบมากคือ Little Witch Academia มันมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นเด็กอยู่เยอะ และทำได้ดีทำได้ถึง ทีมผู้สร้างจาก Gurren Lagann ยังคงเป็นทีมที่เราไว้วางใจเสมอ ปิดท้ายด้วยอนิเมะที่ชอบมากที่สุดในปีนี้ คือ Tsuki ga kirei อนิเมะแนวโรแมคนิคที่เรียบง่าย สมจริง ไม่ดราม่า หวือหวา หรือซับซ้อน เมื่อดื่มน้ำใสเย็นๆ ที่ดูธรรมดาแต่ชื่นใจเหลือเกิน
Tsuki_ga_kirei

Advertisements

Top 10 films of 2017

top10-2017

Top 10 films of 2017
ไม่เรียงลำดับนะ นับเฉพาะหนังที่ดูในโรง

1. The Red Turtle (Michael Dudok de Wit, 2016)
บทกวีแห่งธรรมชาติ

2. In This Corner of the World (Sunao Katabuchi, 2016)
ชีวิตคนเล็กๆ ที่งดงาม

3. What a Wonderful Family! (Yôji Yamada, 2016)
ครอบครัวมหัศจรรย์สั่งเราให้หัวเราะและร้องไห้ได้ดังใจ

4. Her Love Boils Bathwater (Ryôta Nakano, 2016)
เหล่าคนขี้แพ้กับคุณแม่ซุปเปอร์ฮีโร่

5. What’s For Dinner, Mom? (Mitsuhito Shiraha, 2016)
ยอดคุณแม่นักทำอาหารจีน

6. Toni Erdmann (Maren Ade, 2016)
อย่าลืมอารณ์ขัน

7. China’s Van Goghs (Yu Haibo, Yu Tianqi Kiki, 2016)
ความฝันของนักเลียนแบบ

8. Baby Driver (Edgar Wright, 2017)
งานคราฟของการตัดต่อเสียง

9. Coco (Lee Unkrich, Adrian Molina, 2017)
เช็งเม้งเม็กซิกัน

10. Wind River (Taylor Sheridan, 2017)
โคตรแมนแดนหิมะ

ป.ล. มีหนังโรงอีก 1 เรื่อง และหนังแผ่นอีก 1 เรื่องที่ดูแล้วชอบมากๆ แต่เนื่องจากเป็นหนังเก่า เลยมาแปะไว้ตรงนี้แล้วกัน คือ Gone with the Wind (Victor Fleming, 1939) กับ The Apartment (Billy Wilder, 1960) ส่วนซีรีส์กับอนิเมะ เดี๋ยวเขียนแยกอีกโพสนึงนะ

เป้าหมายเล็กๆ

IMG_20160718_192542101_HDR

ปี 2559 ที่ผ่านมาเราตั้งเป้าหมายเล็กๆ ตอนต้นปีไว้ข้อหนึ่ง คือ จะพยายามเปิดรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต เหมือนว่าวที่ลอยตามกระแสลมหรือขอนไม้ที่ลอยตามกระแสน้ำ ลองทำโน่นทำนี่ ลองเดินทางไปหลายๆ ที่ตามโอกาสที่เข้ามา

เลยกลายเป็นว่า ปีนี้เราได้เดินทางเยอะมาก ทั้งการปีนเขาเดินป่าที่สูงสุด 3 อันดับแรกในไทย คือ ดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก และดอยหลวงเชียงดาว แถมด้วยที่เขาเย็น อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ได้ลองเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวที่ญี่ปุ่น ได้เดินทางแบ็คแพ็คกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ประเทศพม่า อิหร่าน (อ้อ มีนั่งรถตู้ไปปีนัง ทีมาเลเซียชิวๆ 1 คืนด้วย) มีทริปเดินทางในประเทศอีกเยอะแยะเต็มไปหมด

ขณะเดียวกัน ในการทำงาน ก็ได้ลองไปช่วยงานในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากขอบเขตงานที่รับผิดชอบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ อีกเยอะเลย เช่น การได้ไปช่วยงานอบรมวิทยุสมัครเล่น วิทยุสังเคราะห์ความถี่ ได้ลองประกวดนวัตกรรมงานอบรมผู้ประกาศ หรือในงานที่ตนเองดูอยู่ ก็ได้ลองเขียนบทความส่งวารสารในที่ทำงาน

การลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในต้นปี มันขยายไปสู่กิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ยิ่งกว่านั้นคือการได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีมิตรภาพใหม่ๆ ด้วย 🙂

ปีหน้าเราคิดว่าจะยังคงใช้เป้าหมายเล็กๆ เรื่องการเปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาเช่นเดิม

ยังไงก็ตาม ปีหน้า (จริงๆ ก็พยายามจะทำตั้งแต่ตอนนี้เลย) เราจะเพิ่มอีกหนึ่งเป้าหมายเล็กๆ เข้าไปด้วย ก็คือ “การรู้จักตนเอง” เราคิดว่าสุดท้ายแล้วด้วยสัจธรรมทางธรรมชาติ ร่างกายพลังงานเราคงจะเสื่อมลงไปทุกวัน การเรียนรู้โลกภายนอกจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มันคงจะมีสัดส่วนน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ความท้าทายอีกด้านก็คือการเรียนรู้จากโลกภายในนั่นเอง

ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที ตัวเราในวันนี้ก็เป็นอีกคนจากเมื่อวานแล้ว การเฝ้าสังเกต เรียนรู้ และทำความเข้าใจกับตนเอง จึงเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้ไม่มีเบื่อตลอดชีวิต แม้กิจกรรมภายนอกที่เกิดขึ้นอาจจะธรรมดาจืดชืดก็ตาม

หวังว่าเป้าหมายเล็กๆ เหล่านี้ของเราในปีหน้า จะมีความก้าวหน้ากว่าปีนี้นะ ^^

ป.ล. รูปข้างบนถ่ายตอนเราไปเที่ยวที่อิหร่าน ช่วงเดือน ก.ค.ปีนี้ ที่ Tower of Silence ใกล้เมือง Yazd เป็นสถานที่นำศพมาทิ้งให้อีแร้งกินตามความเชื่อในศาสนาโซโรแอสเตอร์โบราณ (ตอนนี้ไม่มีการทิ้งแล้วนะ) ตอนที่เราไปมีคุณลุงคนนี้ขึ้นไปด้วย แกค่อนข้างอายุมากเดินไม่ค่อยไหวพวกเราเลยช่วยพยุงลุงขึ้นไป พอพวกเราขึ้นไปคุณลุงก็สวดทำพิธีเพื่อรำลึกถึงครอบครัวแกที่เอาศพมาทิ้งบนนี้ ท่ามกลางสายลมบรรยากาศทะเลทรายยามเย็น บนยอดหอคอย มีเสียงภาษาฟาร์ซีของคุณลุงที่น้ำตาคลอล่องลอยอยู่ เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เราประทับใจเรื่องหนึ่งในปีนี้เลย

ป.ล. 2 บทความที่กระตุกให้เราหันมาตั้งเป้าเรียนรู้ตนเอง คือบทความของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อันนี้ http://visitdrsant.blogspot.com/2016/11/blog-post_16.html

Top 10 films of 2016

top10films2016

Top 10 films of 2016
ไม่เรียงลำดับนะ

1. A Cappella (無伴奏)
ความเศร้าสร้อยอันงดงาม

2. Embrace of the serpent
มนต์มายาแห่งป่าอเมซอน

3. Where to Invade Next
ดูแล้วมีความหวังกับโลก เรามาเก็บดอกไม้ ไม่ใช่ก้อนอิฐ

4. Everybody Wants Some!!
รำลึกชีวิตวัยรุ่นมหาลัยอันแสนหวาน

5. Train to Busan
ตื่นเต้นระทึกพร้อมกันไปทั้งโรงหนัง

6. Sully
หนังซุเปอร์ฮีโร่แห่งปี

7. Shin Godzilla
แฟนอีวานเกเลียนฟิน

8. Happy Hour
อีพิคกับชีวิต 4 สาวและผู้คนที่รายล้อม

9. Sword Master
เรื่องราวโลกยุทธจักรอันแสนเท่

10. The Wailing
เฮี้ยน เหวอ ไม่รู้จะเชื่อใจใครดี

บินสู่อิสรภาพ

เมื่อคืนขณะที่ฝนตกต่อเนื่องมาตลอดทั้งวัน เราซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมก็ได้ยินเสียงนกร้องอยู่ใกล้ตัว พอมองหาต้นตอของเสียงก็พบนกน้อยตัวหนึ่ง มันบินไปบินมาภายในบ้านเรา เข้าใจว่าพอฝนตกเลยบินหลุดเข้ามาในบ้านเราผ่านซี่ลูกกรงขนาดใหญ่ที่นกบินเข้าออกได้สบาย

เราพยายามจะไล่มันไปในทิศทางที่ลูกกรงอยู่ แต่มันก็เหมือนจะมองไม่เห็นทางออกตรงนั้น มันยังคงบินไปมาชนกำแพงโน่นนี่ภายในบ้าน เห็นขนของมันที่หลุดร่วงอยู่บนพื้นรู้สึกน่าสงสารจริง

หวนคิดไปถึงตอนอยู่โรงเรียนม.ปลาย ก็มีนกหลุดเข้ามาที่ห้องพักครูแบบนี้เหมือนกัน มันพยายามบินออกไปข้างนอก แต่ก็บินชนกระจกหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย มันบินชนกระจกอย่างแรงจนร่วงลงพื้น นอนอ้าปากพะงาบๆ เราเลยค่อยๆ เอามืออุ้มมันและปล่อยมันออกไปข้างนอกได้สำเร็จ

ส่วนนกที่หลุดเข้ามาในบ้านเราจนถึงตอนนี้ ดูทีท่าว่ายังไม่หมดแรงให้เราอุ้มง่ายๆ มันเป็นนกตัวเล็ก ไม่แน่ใจว่ายังเด็กอยู่รึเปล่าเลยไม่มีประสบการณ์ในการบินออกจากบ้านคนแบบนี้

ในที่สุด เราเลยตัดสินใจปิดไฟในบ้านทั้งหมด ภายในบ้านมีแต่ความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากนอกบ้านที่ส่องเข้ามา รอเพียงอึดใจเดียว นกตัวนี้ก็บินสู่อิสรภาพไปได้…

movies-series 2015

movies

ปีนี้ดูหนังโรงเยอะกว่าปีที่แล้วถึง 2 เท่า คิดว่าเป็นเพราะมีเพื่อนที่ไปร่วมดูหนังพร้อมกันมากขึ้น บางเรื่องเราไม่ได้อยากดูมากนัก แต่เพื่อนอยากดู พอไปดูด้วยกันก็พบว่าเป็นหนังที่ดีมากๆ หลายเรื่อง 🙂 หนังที่เราดูตลอดปี 2015 มีรายชื่อดังต่อไปนี้ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Circle (2014, Stefan Haupt) B+
2 Foxcatcher B
3 The Tale of Princess Kaguya B+
4 PK (2014, Rajkumar Hirani) A
5 Ida B+
6 Maps to the Stars B
7 The Imitation Game A
8 เพลงของข้าว B
9 Life Itself A
10 The Light Shines Only There B+
11 The Theory of Everything B
12 About the Pink Sky B+
13 The World of Kanako B
14 The Riot Club B+
15 No Impact Man: The Documentary B+
16 Just Eat It: A Food Waste Story B
17 Insurgent B
18 X+Y (2014) A
19 Citizenfour B+
20 Little Forest: Summer & Autumn B+
21 When Marnie was There B
22 The Age of Adaline B
23 Parasyte: Part 1 B+
24 Mad Max: Fury Road B+
25 Song of the Sea B+
26 La Famille Belier B+
27 A Matter of Taste: Serving Up Paul Liebrandt B+
28 Man with a Movie Camera C
29 Little Forest : Winter & Spring B+
30 It Follows B+
31 Love & Mercy A
32 The Wolfpack B
33 Danny Collins B+
34 Inside Out A
35 Our Little Sister (Umimachi Diary) A
36 Parasyte: Part 2 B
37 Amy B+
38 ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ B+
39 The Case of Hana & Alice A
40 Maze Runner 2 C+
41 The Tribe B+
42 Pawn Sacrifice B
43 The Martian B+
44 The New Rijksmuseum B+
45 Sicario B+
46 The Little Prince A
47 The Intern B+
48 Man on Wire B
49 TAG: อวสาน…โมเอะ B
50 Snap B
51 Life (2015, Anton Corbijn) C+
52 The Lobster B+
53 The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 B
54 The Good Dinosaur A
55 Knock Knock B
56 คีตราชนิพนธ์ B+
57 In the Heart of the Sea B+
58 รุ่นพี่ B+
59 Star Wars: The Force Awakens B+
60 Irrational Man B+

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Documentary of AKB48 – The Time has Come B
2 Love’s Whirlpool B+
3 That Demon Within B
4 Barfi! A
5 Birdman A
6 3 Idiots A
7 Chef B+
8 Bread of Happiness B
9 Predestination A
10 Wood Job! A
11 Kingsman: The Secret Service B+
12 Ex Machina B+
13 My Pretend Girlfriend B
14 Focus B+
15 Ototo A
16 Utatama ♪ A
17 Dearest B+
18 Skyfall B
19 The Holiday B+
20 เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ B+

series

สำหรับซีรีส์ ขอแบ่งเป็น อนิเมะ กับ คนแสดง เอาเท่าที่ดูจบ เพราะมีหลายเรื่องที่ยังดองไว้อยู่ เลยยังตัดสินไม่ได้ว่าดีรึเปล่า อนิเมะนี่ถือว่าพีคมาก มีเรื่องที่ได้ A+ ตั้ง 3 เรื่อง

anime

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Steins;Gate The Movie A
2 Chihayafuru (season 1-2) A+
3 Saenai Heroin no Sodatekata B
4 Shigatsu wa Kimi no Uso A+
5 Knights of Sidonia (season 1-2) B+
6 Shirobako A+
7 One Punch Man A

ส่วนซีรีส์คนแสดง ส่วนใหญ่ดูซีรีส์ญี่ปุ่น ซึ่งดูไม่จบค้างไว้หลายเรื่อง ปีนี้มีละครไทยที่ดู 2 เรื่อง (รัตนาวดี กับ ฮอร์โมน ซีซัน 3) ซึ่งก็ดูไม่จบเช่นกัน ปีหน้าคงจะได้ดูหลายเรื่อง เพราะสมัคร iflix ไว้ตั้ง 2 ปี

series (คนแสดง)

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Wayward Pines B+
2 Newsroom Season 2 A
3 Dr. Rintaro A
4 Mr.Robot A+

หวังว่าปีหน้าคงจะมีอะไรดีๆ ให้ดูกันอีกนะ ^^

first full marathon

IMG_20151115_010036

เมื่อตอนเราโบกแท็กซี่จากบ้านไปบริเวณที่จัดงานกรุงเทพฯ มาราธอน แถวสนามหลวง ประมาณตีหนึ่งของเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. 2558 พอเราขึ้นรถแท็กซี่ คนขับรถก็ถามกับเราว่า “งานวิ่งวันนี้มันจัดเพื่ออะไร”

คนขับอธิบายคำถามกับเราว่า ทุกครั้งที่เขาได้ยินข่าวงานวิ่งมาราธอน มักจะมีวัตถุประสงค์ของการจัดงานกำกับด้วย บางงานก็วิ่งเพื่อสุขภาพ บางงานก็วิ่งเพื่อเฉลิมฉลองบุคคลหรือองค์กร บางงานวิ่งเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง

เราเองก็แปลกใจกับคำถามนี้เหมือนกัน เลยตอบกับคนขับไปว่า เท่าที่ทราบ งานกรุงเทพฯ มาราธอนจะมีธีมการแข่งคือ “run for a reason” นั่นคือ เปิดกว้างให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้มีจุดประสงค์ในการลงวิ่งที่แตกต่างกันไป บางคนมาเพื่อเงินรางวัล บางคนมาเพื่อมิตรภาพ เพื่อพิสูจน์ตนเอง เพื่อสุขภาพ เพื่อความบันเทิง ฯลฯ แต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไปในกิจกรรมการวิ่งวันนี้

พอเราลองมาคิดดู เราเองก็มีเหตุผลในการวิ่งวันนี้เหมือนกัน

ช่วงต้นนี้ 2558 ที่ผ่านมา เราก็ได้ตั้งเป้าหมายสิ่งที่ต้องทำในปี 2558 นี้ หนึ่งในนั้นคือการลงวิ่งฟูลมาราธอนเป็นครั้งแรก หลังจากวิ่งมินิมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนมาหลายรายการแล้ว

ที่เราตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ คงเป็นการพิสูจน์ตัวเองมั้ง เราอยากเป็นกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกปีมีการพัฒนาอะไรบ้าง ย้อนกลับมามองตอนแรกที่เราเริ่มวิ่งมินิมาราธอน ก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาลงฟูลมาราธอนแบบนี้ เคยได้เรื่องเล่ากันว่า คนทั้งโลกที่สามารถวิ่งระยะฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรกว่าๆ ได้ มีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ (ได้ยินมาจากไหนไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เป็นเรื่องเล่าที่ดูโม้และเจ๋งดี :D) ซึ่งเราคงไม่มีทางเหยียบเข้าไปในโลกใบนั้น

เมื่อตัวเองผ่านการวิ่งมินิมาราธอนหลายๆ รายการ แต่ละครั้งก็ไม่ได้พยายามตั้งเป้าการทำเวลาให้ดีขึ้นเลย แค่อยากออกวิ่งให้ถึงเส้นชัย ได้สัมผัสบรรยากาศการวิ่งพร้อมๆ กันหลายร้อยคน ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า ได้วิ่งบนถนนที่นานๆ จะให้คนเดินเท้าได้ใช้งานบ้าง พอผ่านไปซักพักก็ได้ลองไปวิ่งที่ต่างจังหวัด เปลี่ยนบรรยากาศการวิ่ง ได้ท่องเที่ยวบ้าง จนในที่สุดก็ได้ลองขยับมาวิ่งฮาล์ฟในปีที่แล้ว

การตัดสินใจลงฟูลมาราธอนปีนี้ จะว่าไปก็เป็นการหักดิบตัวเองเหมือนกัน ในกลุ่มเพื่อนที่มักจะวิ่งด้วยกันก็ไม่ได้ลงระยะนี้ เราเองลงสมัครไปคนเดียว พร้อมกับตั้งเป้าฝึกซ้อมเป็นเป็นอย่างดี แต่อย่างที่คนเคยบอกไว้ว่าคนเรามักจะประเมินตัวเองในหัวให้ดีกว่าความเป็นจริง พอลงมือปฏิบัติจริง เราเองกลับซ้อมไม่ตรงตามเป้าเท่าไหร่ โดยเฉพาะการวิ่งยาวช่วงวันอาทิตย์ถือว่าทำได้น้อยมากๆ T^T

ใกล้จะถึงช่วงวันแข่ง เราเองก็กังวลเรื่อยๆ น้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกว่า (เป็นเป้าหมายต้นปีอีกเรื่องที่กะจะลดให้ต่ำกว่า 100 กิโล ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ 555) บวกกับการซ้อมอันแสนย่ำแย่ ทำให้เราเผลอคิดไปถึงงานวิ่งพัทยามาราธอนเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเราเข้าเส้นชัยแล้ว เลยมานั่งดูคนเข้าเส้นชัยในระยะฮาล์ฟและฟูล จู่ๆ ก็มีอยู่รายนึงร่วงลงไปต่อหน้าต่อตาเราก่อนจะถึงเส้นชัยอีกนิดเดียว รถพยาบาลเข้ามาดู เจ้าตัวเหมือนใจสู้ อยากจะฝืนวิ่งต่อให้เข้าเส้นชัยข้างหน้า คนข้างสนามก็ร่วมเชียร์ เหมือนกำลังดูนักมวยที่โดนต่อยแล้วกรรมการกำลังนับ แต่สุดท้ายนักวิ่งผู้โชคร้ายคนนั้นก็แพ้น็อคไป ภาพนั้นติดตาเรามาถึงทุกวันนี้ และเราก็ไม่อยากโดนน็อคแบบนั้นเหมือนกัน

.
.
.

สุดท้าย การวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกของเราปีนี้ ก็ไม่ได้โดนน็อคออกจากการแข่งอย่างที่เรากลัว แม้ระหว่างทาง เราจะเป็นตะคริวที่ต้นขาทั้งสองข้างตั้งแต่กิโลเมตรที่ 25 กว่าๆ แต่เราก็ประคองตัวเอง เดินบ้าง วิ่งบ้าง พักยืดกล้ามเนื้ออยู่เป็นระยะๆ ตอนวิ่งไปก็มีเพื่อนนักวิ่งมาทัก มาให้กำลังใจอยู่หลายคน ประกอบกับมีเพื่อนนักวิ่งหลายรายที่อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับเรา (วิ่งฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ ผู้จัดวางระยะผิดไป เพิ่มให้คนแข่งฮาล์ฟไปประมาณ 6 กิโลเมตร เข้าใจว่ากลุ่มเพื่อนนักวิ่งที่เดินเคียงข้างเราเข้าเส้นชัยคงจะมีระยะอัลตราฮาล์ฟอยู่เยอะ) ทำให้เราสามารถเข้าเส้นชัยด้วยเวลาประมาณเกือบ 7 ชั่วโมง(ตั้งแต่ตีสองถึงเกือบเก้าโมง) โชคดีที่ถึงก่อนที่งานจะเลิก ยังได้รับเสื้อ finisher อยู่ เย้! ^^

ไม่ว่าปีนี้ตอนแรกเหตุผลในการลงสมัครวิ่งฟูลมาราธอนของเราจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถเข้าสู่เส้นชัยได้แล้ว และประสบการณ์ที่เราได้รับก็อาจแตกต่างจากเหตุผลที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรก บทเรียนอย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ บางทีคนเราอาจจะไม่ต้องไปคาดหวังคิดโน่นคิดนี่ไปมากมายในการทำอะไรซักอย่าง แค่เพียง “ลองทำดู” เดี๋ยวคำตอบต่างๆ มันก็จะปรากฏและเป็นประสบการณ์อันมีค่าให้เราต่อไปเองแหละ 🙂