กรุงเทพ มาราธอน 2557

Bangkok Marathon 2014

ปีนี้ลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 km ในงาน “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพมาราธอน 2557” เป็นปีที่สอง ก่อนหน้านี้วิ่งมินิมาราธอน 10 km มาตลอด คราวนี้เราแทบไม่ได้ฝึกซ้อมเลย แถมมาวิ่งคนเดียว ไม่ได้มีเพื่อนๆ มาวิ่งด้วยกันเหมือนทุกทีอีก

ตอนวิ่งคราวนี้ ช่วงครึ่งแรกรู้สึกได้ว่าเราวิ่งดีมาก วิ่งได้แป๊บเดียวก็มาถึงจุดกลับตัวแล้ว ทั้งๆ ที่ปีที่แล้วจะรู้สึกเหนื่อยกว่านี้ตอนมาถึงจุดกลับตัว ครั้งนี้ตรงจุดหยุดพักกินน้ำ 3-4 จุดแรก เราไม่ได้เดินพักเลย คว้าน้ำกินแล้วก็วิ่งต่อไปทันที (บางจุดก็ทำซ่า วิ่งผ่านไปเลยไม่กินน้ำ) ช่วงนั้นจำได้ว่าตาเรามองแต่ถนนระยะไปข้างหน้าแค่ 2-3 เก้าเท่านั้น แทบไม่ได้มองวิวทิวทัศน์ข้างทางเลย ตอนถึงสะพานพระรามแปด ถ้าเป็นการวิ่งฮาล์ฟรวมไปถึงมินิครั้งก่อนๆ เราจะเริ่มเหนื่อย และหยุดเดินแล้ว แต่ปีนี้ก็วิ่งได้สบายๆ ตอนนั้นนี่ย่ามใจมากว่าเราวิ่งได้ดี เมื่อเทียบกับตัวเองสมัยก่อน…

อย่างไรก็ตาม ความซ่าที่ไม่ค่อยได้ซ้อมก็มาออกฤทธิ์ตรงแถวพระบรมรูปทรงม้า เราเริ่มเหนื่อยและวิ่งช้าลง จนกระทั่งมาเหนื่อยมากๆ แถวท่าพระอาทิตย์ จำได้ว่าตอนนั้นนอกจากเหนื่อยแล้วยังหิวน้ำมากกก คอแห้งเป็นผงเลย ใจก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดให้น้ำซะที ถ้าพกตังค์มาคงจะหลบไปซื้อน้ำข้างทางแล้ว แต่มันไม่ได้พกมาไง ก็เลยต้องวิ่งอย่างทรมานต่อไป พอถึงจุดให้น้ำที่แถมแตงโมด้วยนี่รู้สึกว่าสวรรค์มาโปรด เป็นแตงโมที่พาเราให้ฟื้นจากขุมนรกเลยล่ะ😀

แต่ในที่สุด ไม่ว่าจะกินแตงโมหรือน้ำมาแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมก็มาแสดงอาการชัดตอนถึงแถวท่าพระจันทร์ ขาทั้งสองข้างมันพร้อมจะเป็นตะคริวได้ทุกเมื่อ ร่างกายเหมือนจะหน้ามืด พร้อมจะเป็นลมได้จริงๆ ตอนนั้นเราเข้าใจอารมณ์คนที่หมดพลังเลย ทุกทีตอนวิ่งครั้งก่อนๆ ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกหมดแรงและเกือบจะเป็นตะคริวแบบนี้ ครั้งนี้ร่างกายเรามันแย่จริงๆ😦

ใจตอนนั้นคิดถึงคำที่นักวิ่งหลายคนบอกว่า รักษาตัวอย่าให้ร่างกายบาดเจ็บ จะได้สามารถวิ่งได้ครั้งต่อไปดีกว่า เราเลยตัดสินใจค่อยๆ เดินแทน มองดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า มองดูคนวิ่งผ่านเราไปทีละคนสองคน มองวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังยามเช้า เดินจนรู้สึกหายเหนื่อย พอจะเริ่มวิ่ง ขาทั้งสองข้างมันก็เตือนเราว่า ครั้งนี้อย่าซ่าเลย แล้วก็ทำท่าจะเป็นตะคริวอีก เราก็เลยเชื่อฟังขา กลับมาเดินต่อ🙂

ระหว่างทางที่เราเดินเข้าเส้นชัย มีนักวิ่งคนหนึ่งวิ่งผ่านเราไปแล้วก็บอกเราว่า “สู้ๆ” กีฬาวิ่งนี้มันแปลกดีแฮะ ผู้เข้าร่วมแข่งขันคอยให้กำลังใจกัน ทุกคนแข่งกับตัวเองทั้งนั้น เพื่อนร่วมสนามต่างก็คอยให้กำลังใจในการสู้กับตัวเอง ช่างเป็นกีฬาที่มีน้ำใจต่อกันมากเหลือเกิน

ตอนเดินเราก็คิดไปว่า การวิ่งครั้งนี้มันสอนเราเหมือนกันนะ ทั้งเป็นบทเรียนให้เห็นผลของการฝึกซ้อมน้อย และที่สำคัญมันทำให้เราได้ลิ้มรส ความรู้สึกฮึกเหิมที่วิ่งได้ดีช่วงต้นและรู้สึกปล่อยวางที่วิ่งได้แย่ช่วงปลาย นึกไปก็คงคล้ายกับชีวิตคนเราที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง การทำจิตใจให้พร้อมรับสถานการณ์ที่รุ่งโรจน์และร่วงโรยคงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เมื่อตอนขาขึ้นก็อย่าได้ย่ามใจว่าเราจะอยู่จุดนี้ตลอด ลิ้มรสความสำเร็จแต่พอดีโดยไม่ลำพอง และเมื่อตอนขาลงก็เข้าใจมัน ปรับตัวถนอมตัวโดยวางใจให้ไม่ขัดแย้งกับมัน การวิ่งครั้งนี้มันเตือนเราให้เห็นทั้ง 2 ช่วงเวลาจริงๆ

พอวิ่งจบและพักหายเหนื่อยแล้ว เราก็ดูนักวิ่งคนอื่นๆ วิ่งเข้าเส้นชัยต่อ มีคนหลากหลายแบบเหลือเกิน ทั้งคนที่วิ่งเข้าสบายๆ คนที่เดินเข้าเส้นชัยแบบหมดพลัง (รวมถึงเราด้วย) คนที่บาดเจ็บและมีเพื่อนๆ ประคองเข้าเส้นชัย (พี่ตูน บอดี้แสลมเป็นต้น) คู่รักที่จูงมือกัน พ่อที่อุ้มลูกเล็กๆ ก๊วนขนาดใหญ่ที่คอยวิ่งพูดให้กำลังใจสมาชิกหน้าใหม่ ฯลฯ ดูภาพเหล่านี้มันประทับใจเราดี

เพราะเสน่ห์แบบนี้ล่ะมั้ง เราเลยตัดสินใจมาวิ่งครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ซ้อมน้อยก็ตาม🙂

ป.ล. ตอนเรานั่งดูคนวิ่งเข้าเส้นชัย ข้างเรามีลุงคนหนึ่งวิ่งฟูลมาราธอนเสร็จแล้วนั่งพักด้วย  จู่ๆ แกก็เป็นตะคริว เราก็เลยช่วยแกจับแข้งขาไว้ พอแกหายก็เลยนั่งคุยกันพร้อมกับนั่งให้กำลังใจนักวิ่งคนอื่นที่กำลังวิ่งเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่งดงามจัง…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s