ระยะยาว

วันนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่นแบดมินตัน ด้วยอารมณ์ที่เพิ่งยินดีกับชัยชนะของน้องเมย์ ในรายการ Yonex-Sunrise India Open 2013 แต่ปรากฏว่าก๊วนไม่ครบ เลยตัดสินใจไปวิ่งที่ฟิตเนสแทน

ตอนวิ่งที่ฟิตเนส ช่วงแรกก็โหมวิ่งอย่างเต็มที่ ปรับความเร็วของเครื่องวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ผลก็คือ ผ่านไปแค่ 15 นาที ก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว เลยตัดสินใจลดความเร็วไประดับที่เราวิ่งได้สบายๆ แล้วเปลี่ยนแผนใหม่ คือ ปกติเราจะฟังเพลงไปด้วย พอเพลงผ่านไปหนึ่งเพลงก็เพิ่มความเร็วขึ้นนิดหน่อย ประมาณ 0.1 – 0.2 km/hr ปรับไปเรื่อยๆ ผลก็คือ ร่างกายเราก็ค่อยๆ ปรับสภาพได้และสามารถยกระดับการวิ่งไป จนกระทั่งสามารถวิ่งในความเร็วที่ตอนแรกทำให้เหนื่อยได้อย่างสบายๆ สรุปสุดท้ายก็สามารถวิ่งตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 10 km ในเวลา 69 นาที เย้!😀

หลังวิ่งเสร็จเราก็นั่งพักเหนื่อย พร้อมกับสังเกตโน่นนี่นั่นในฟิตเนสไปเรื่อย แล้วก็ไปสะดุดเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตนเองนิดหน่อยคือ มือขวาเราตรงบริเวณโคนนิ้วก้อย นิ้งนาง และนิ้วกลางของเราด้านไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยเพราะระยะหลังมานี้มาเราเล่นแบดมินตันบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนเล่นแบดทุกวันศุกร์ 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้เล่นแบดประมาณสัปดาห์ละ 2 -3 วัน วันละ 2 – 3 ชั่วโมง

จากเรื่องการปรับระดับความเร็วในการวิ่งกับเรื่องมือด้านจากการเล่นแบดที่เราเจอในวันนี้ ทำให้เรานึกถึง 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

เรื่องแรกคือ “กฎของไมโล” (MILO’S PRINCIPLE) ในวงการนักวิ่งมาราธอน กฎของไมโล ขอยกเอาคำอธิบายของ คุณกฤตย์  ทองคง ในเว็บ jog & joy มาพูดซ้ำในนี้แล้วกัน

ไมโลเป็นตำนานโบราณของกรีกที่เป็นชื่อของนักมวยปล้ำผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใคร เขาเป็นนักกีฬาที่มีชื่ออยู่ระหว่าง 532-516 ปี ก่อนคริสตกาล ไมโลมีวิธีการฝึกร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งตามหลักการง่ายๆด้วยการฝึกยกลูกวัวทั้งตัว ชูขึ้นเหนือหัวทุกๆวันและลูกวัวซึ่งจะเติบโตและมีน้ำหนักมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ก็ย่อมเป็นการทำให้ไมโลแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไมโลไม่ได้ยกลูกวัวเมื่อวานแล้วรุ่งขึ้นไปยกแม่วัว เพียงแต่ยกลูกวัวเท่านั้นแต่ยกทุกวัน ดังนั้นเรื่องของไมโลจึงบอกแก่เราว่า การฝึกร่างกายเพื่อเพิ่มระดับประสิทธิภาพใดๆ ก็ตาม เราจำต้องขยับทีละน้อย อย่าฮวบฮาบจนธรรมชาติร่างกายค่อยๆปรับความสามารถ รับอุปสรรคที่หนักเช่นนั้นได้

เรื่องที่สองคือ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่อยู่ในหนังสือ “Outliers : The Story of Success” ของ Malcolm Gladwell มีฉบับแปลไทยด้วยนะ ชื่อ “สัมฤทธิ์พิศวง” เรายังไม่เคยอ่านหรอกแต่มีคนพูดถึงเยอะจนจำได้ กฎนี้จำง่ายๆ คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ เช่น “โมสาร์ท” “เดอะ บีทเทิลส์” หรือ “บิล เกตส์” ไม่ใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาผ่านการฝึกฝนมามากกว่า 10,000 ชั่วโมง ด้วยต่างหาก

เรื่องสุดท้าย เป็นคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งมีวาทะดังๆ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นที่เราชอบคือ

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ มันทำให้เรานึกถึงการทำอะไรซักอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนทักษะต่างๆ , การออมเงิน , การออกกำลังกาย การกิน ฯลฯ พฤติกรรมที่เราทำต่อเนื่องเป็นนิสัยเป็นระยะเวลาอันยาวนาน มันจะส่งผลย้อนกลับมาแน่นอน แม้ส่วนใหญ่สิ่งที่เราทำมักจะเป็นเรื่องเล็กน้อย (เพราะถ้าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ อาจไม่มีพลังส่งให้ทำต่อเนื่องระยะยาว) ตอนแรกมันยังไม่เห็นผลหรอก ต้องมองกันระยะยาว ทีนี้มันก็ขึ้นกับแต่ละคนแล้วล่ะว่าจะมองการณ์ไกลแค่ไหน เริ่มลงมือทำมั้ย ทำต่อเนื่องมั้ย (ปัจจัยที่ต่อเนื่องได้นานๆ มันคงต้องมีทั้งความรักและความพยายามตั้งใจควบคู่กันไป)

ชีวิตคนเรามันต้องดูกันยาวๆ นานๆ นี่นา เหมือนเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น ตัวเราที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็เป็นผลมาจากการกระทำอะไรบางอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานในอดีตเหมือนกัน…

ย้อนกลับไปดูบล็อกที่เราเริ่มเขียน อืม ก็ยังเขียนมาได้ถึงทุกวันนี้นะ🙂

5 thoughts on “ระยะยาว

  1. เพิ่งอ่าน “สัมฤทธิ์พิศวง” จบไม่นานนี้ (มีคนส่งมาให้แล้วดองไว้ยาวนานหลายปีเลยค่ะ><

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s