ไมตรี

ช่วงนี้วงการสื่อสารมวลชนกำลังร้อนระอุ เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องที่อ่อนไหวต่อสังคมอย่างการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ผ่านสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดอย่างโทรทัศน์ มีการถกเถียงเรื่องเสรีภาพของสื่อ เรื่องภาระหน้าที่ของโทรทัศน์สาธารณะ เราเห็นการโต้เถียงกันหลายรูปแบบในสังคมออนไลน์ บ้างก็เผ็ดร้อน บ้างก็เสียดสีกระแนะกระแหน บ้างก็ขำๆ

พอเราเห็นความดุเดือดในโลกออนไลน์เหล่านั้น ทำให้เราหวนนึกถึงสองบทความที่เพิ่งได้อ่านไม่นานมานี้ เลยอยากจะเอามาแปะไว้เตือนสติตัวเองซะหน่อย แต่คงไม่เอามาแปะหมด คงยกแค่บางท่อนที่รู้สึกกินใจเรา ซึ่งคนที่สนใจควรจะไปตามมาอ่านบทความเต็มเพื่อให้ได้สาระที่ครบถ้วน

บทความแรกเป็นจดหมายจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนถึง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร way ฉบับที่ 59 “การเมืองเรื่องทรงผม”

… เรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ผมคิดว่าถ้าเราช่วยคนจำนวนมากได้ก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้เพราะกำลังไม่พอ การช่วยคนตัวเป็นๆ จำนวนน้อยก็ยังดีกว่าการพูดถึงประชาชนอย่างเลื่อนลอย จุดอ่อนของปัญญาชนเราคือ ชอบพูดถึงประชาชนในลักษณะนามธรรม ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการในหัวข้อประชาชน จากนั้นก็หมกมุ่นกับความคิดของตัวเองในเรื่องนี้ กระทั่งพร้อมทะเลาะกับประชาชนที่มีชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อสนองอัตตาตัวเอง …

อีกบทความหนึ่ง เป็นหนังสือที่ช่วงนี้เราอ่านก่อนนอน When Things Fall Apart เมื่อทุกอย่างพังทลาย หนทางฝึกใจในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เขียนโดย เพม่า โชดรัน แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และ อัญชลี คุรุธัช ในบทที่ 12 “เติบโต” ได้เขียนไว้ดังนี้

… อย่างไรก็ดี เมื่อเรานั่งลงภาวนาและดูจิตใจของเราอย่างซื่อตรง มีแนวโน้มว่ามันจะกลายเป็นโครงการอันน่าหดหู่และเศร้าหมอง เราอาจสูญเสียอารมณ์ขัน และนั่งอยู่กับความแน่วแน่อันเคร่งขรึมเพื่อจัดการความวุ่นวายทั้งหมดนี้อย่างถึงที่สุด หลายคนพอปฏิบัติแบบนี้เรื่อยๆ ไประยะหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกผิดและเคร่งเครียดมากจนแทบเสียสติ จากนั้นพวกเราก็อาจระบายกับใครสักคนที่ไว้ใจว่า “ความเบิกบานในการปฏิบัติ อยู่ตรงไหนกันนะ?”

เพราะฉะนั้นนอกจากการเห็นอย่างชัดแจ้งแล้ว ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือความเป็นมิตร ดูเหมือนหากปราศจากความชัดเจนและความซื่อสัตย์ เราก็จะไม่ก้าวหน้าไปไหน เราจะยังติดอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้เหมือนเดิม แต่ความซื่อตรงอันปราศจากไมตรีจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดและก้าวร้าว แล้วในไม่ช้าก็จะรู้สึกหวานอมขมกลืน เราหมกมุ่นอยู่กับการครุ่นคิดพิจารณาเสียจนไม่มีความสุขหรือความซาบซึ้งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง ในชีวิตเรา และในความงี่เง่าของคนอื่น ท่วมท้นไปหมด นี่คือสาเหตุที่เราจำเป็นต้องเน้นเรื่องไมตรีให้มาก

พอได้อ่านบทความทั้งสอง มันก็ย้อนไปเกี่ยวพันกับปณิธานปี 2556 ของเรา ที่พูดถึงเรื่อง “ความรักความเมตตา” ทั้งต่อผู้อื่นและต่อตนเอง คงต้องพยายามระลึกเรื่องนี้เอาไว้ในใจต่อไปนะ🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s