moneyball

moneyball-poster

เมื่อวานวันพุธ โรงหนังเครือใหญ่ที่ปกติเราจะไม่ค่อยอยากเข้าไปดูเท่าไหร่เพราะราคาค่าตั๋วเฉียด 200 บาท ลดราคาลงเหลือ 100 บาท เราเลยถือโอกาสเข้าไปเก็บหนังที่มีลุ้นออสการ์ปีนี้ เท่าที่ดูแล้ว เรื่อง moneyball น่าจะเข้าทางเราที่สุด เลยตัดสินใจไปดู แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

เรื่อง Moneyball อิงมาจากเรื่องจริงของ Billy Beane ผู้จัดการทีมเบสบอล Oakland A’s ทีมเบสบอลเล็กๆ แสนกระจอกในลีกของอเมริกา ทีมนี้มีเงินสำหรับซื้อตัวนักกีฬาอยู่นิดเดียว แถมผู้เล่นดีๆ ในทีมก็โดนทีมใหญ่ฉกไปอีก (พูดแล้วนึกเปรียบเทียบกับวงการบาสเก็ตบอล NBA ทุกทีมจะมีเพดานเงินขั้นสูงเท่ากัน ทำให้ผู้เล่นเก่งๆ ต้องเฉลี่ยไปอยู่ในแต่ละทีม ฝีมือมันเลยไม่ต่างกันมาก ทำให้เชียร์สนุก เราชอบดู ) ในฤดูกาลนี้ Beane เลยต้องพยายามสร้างทีมขึ้นมาใหม่ จากวงเงินที่มีอยู่นิดเดียว โดยมี Peter Brand เป็นผู้เสนอไอเดียการเลือกซื้อตัวผู้เล่นแบบใหม่ที่ดูจากสถิติเป็นหลักซึ่งไม่เคยมีใครในวงการเค้าทำกัน

ในหนังเรื่องนี้มีประโยคนึงที่ติดหูเรามากคือ “เพราะอย่างนี้ไง เบสบอลถึงโรแมนติค” เบสบอลเป็นกีฬาที่ไม่สนุกเลยเมื่อเทียบกับอเมริกันเกมส์อื่นๆ เช่นอเมริกันฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอล พี่ที่รู้จักเล่าให้เราฟังว่า เวลาไปดูเบสบอลเหมือนไปพักผ่อน ซื้อฮอทด็อกกินไป ดูไป เบื่อก็ไปเดินเล่นแล้วก็กลับมาดูใหม่ บางทีก็ไปคุยงานอะไรกันที่สนามแข่ง (ซึ่งทำไม่ได้กับ NBA แน่ๆ) ก็เหมือนกับหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ได้หวือหวา เร้าอารมณ์แบบหนังที่ดูน่าจะคล้ายๆ กันอย่าง Jerry Maguire แต่ในที่สุดพอดูจบ มันทำให้เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันโรแมนติคจัง

มีประเด็นมากมายที่เราเรียนรู้และฉุกคิดได้จากหนังเรื่องนี้ ทั้งเรื่องมุมมองของผู้แพ้ เวลาเราดูกีฬา เรามักสนใจแต่ทีมยักษ์ใหญ่ (ไม่นับทีมที่เราผูกพันอย่างทีมชาติ หรือทีมของบ้านเกิด) ไม่ได้สนใจทีมเล็กๆ แต่หนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าทีมเล็กๆ มันมีความรู้สึกอย่างไร ผู้เล่น ผู้จัดการ โค้ชมันคิดอะไรกันกับทีมที่ดูไม่มีทางได้แชมป์แหง จะว่าไปก็เหมือนกันชีวิตคนเราที่มีผู้แพ้มากกว่าผู้ชนะ เรามักมองแต่ผู้ชนะและให้ค่ากับการเป็นจุดสูงสุดสนเกินไป จนลืมไปว่าเบอร์หนึ่งมีคนเดียวและที่เหลือล้วนเป็นผู้แพ้…

ประเด็นการปะทะกันของแนวคิดการสู้ด้วยสัญชาติญาณ ความสามารถเฉพาะตัวกับการสู้ด้วยแทคติค สถิติแบบหุ่นยนต์ก็น่าสนใจ หรือประเด็นเรื่องความสำเร็จ การไปถึงเป้าหมายของแต่ละคนก็น่าคิด ในจังหวะที่ทีมพระเอกมาถึงจุดพลิกผันไปในทางที่ดี ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นก็คงทำให้ซึ้ง ให้อิ่มเอมกับเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ในเรื่องนี้ พระเอกกลับบอกว่า แล้วมันก็จะผ่านไปและทุกคนก็จะลืมมัน (แหมไม่ยอมปล่อยคนดูให้น้ำตาไหลเลยนะ)

เราชอบเพลงประกอบเรื่องนี้ด้วย เอาเพลง The Show ของ Lenka เอามาร้องใหม่โดยหนูน้อย Kerris Dorsey ซึ่งแสดงเป็นลูก Billy Beane น่ารักมากทั้งเพลงและเด็ก ใครอยากฟังเพลงที่ร้องในเรื่องไปดูได้ลิงก์นี้ ส่วนคำแปลที่เนื้อหาเข้ากับเนื้อเรื่องมากๆ ที่ดูได้ที่ลิงก์นี้

เชียร์ให้คนไปดูกันเยอะๆ ตอนนี้ฉายในเครือ SF ที่เอ็มโพเรี่ยม กับ เซ็นทรัลเวิลด์🙂

moneyball-cap

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s