illusion’s game : the life and teaching of naropa

illusion's game

ช่วงหลังมานี้ เราเริ่มสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาแนวอื่นๆ นอกเหนือจากแนวเถรวาทที่คุ้นเคยกันดีในเมืองไทย และแนวเซ็นที่เราอ่านมานานแล้ว เลยลองหาหนังสือที่แต่งโดยพระต่างชาติมาอ่านดู ที่น่าสนใจสำหรับเราตอนนี้คงเป็นหนังสือจากพระธิเบต ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยหลายเล่มอยู่พอสมควร

สำหรับเล่มที่เราอ่านตอนนี้คือ “กลลวง ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ (Illusion’s Game: the life and teaching of Naropa)” แต่งโดย เชอเกียม ตรุงปะ แปลโดย วิจักขณ์ พาณิช จากสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา เนื้อหาของเล่มนี้เป็นการกล่าวถึง ชีวิตและคำสอนของอาจารย์ธิเบตท่านหนึ่ง ชื่อ นาโรปะ ควบคู่ไปกับการสนทนาธรรมระหว่าง ตรุงปะและนักเรียนของเขา

ต้องขอยอมรับว่า หนังสือของอาจารย์จากธิเบตท่านนี้ ทำความเข้าใจยากพอสมควรสำหรับการอ่านครั้งแรกของเรา มีหลายเรื่องที่เราอ่านแล้วไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาสำหรับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่ต้องใช้ความพยายามในครั้งแรกมากหน่อย เราคงต้องอ่านช้าๆ อีกรอบอย่างไม่รีบร้อน (หรือไม่ก็ไปหาเล่มอื่นมาอ่าน😀 )

ขอยกตัวอย่างเนื้อหาจากในเล่มที่น่าสนใจมาแปะไว้หน่อยแล้วกัน

ดูเหมือนปัญหาคือทัศนคติที่ว่า ความทุกข์และความเจ็บปวดควรจะต้องหายไปเราจึงจะมีความสุข นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดของเรา ความทุกข์จะไม่มีวันหมดไป และเราก็จะไม่มีทางมีความสุข นั่นคือสัจจะแห่งความทุกข์ หรือ ทุกข์สัจจ์ “ความทุกข์ไม่เคยหมดไปและเราก็จะไม่มีทางมีความสุข” นั่นคืมนตราสำหรับเธอ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การท่องบ่น วันนี้เธอได้รับการอภิเษกครั้งแรก เธอได้รับมนตราแห่งทุกขสัจจ์

ความทุกข์หาได้เป็นอุปสรรคที่หนักหนาอะไร ยิ่งเรามีประสบการณ์บนเส้นทางสายนี้มากขึ้น ความทุกข์จะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราต้องการกำจัดมันทิ้ง ในตอนแรกเราอาจไม่มองว่าความทุกข์เป็นอุปสรรค นั่นอาจเรียกว่าความโง่เขลาของการที่ไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของความทุกข์ใดๆ ต่อมาเมื่อเราได้ตระหนักถึงความทุกข์ เริ่มคุ้นเคยกับปมปัญหาที่มาพร้อมกับมัน แล้วเราก็ต้องการที่จะกำจัดมันทิ้งไปในที่สุด นั่นคือเปลืกชั้นที่สอง คือการมองว่าความทุกข์เป็นอุปสรรค

หัวใจสำคัญ คือการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่กับความทุกข์อย่างสอดคล้องไปกับการรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ซึ่งถือเป็นวิธีการที่โดดเด่นและสำคัญมาก การขอรับเป็นที่พึ่งในที่นี้หมายถึงการศิโรราบความหวัง มากกว่าที่จะเป็นการศิโรราบความกลัว เมื่อเราปล่อยวางบรรดาคำมั่นสัญญา ศักยภาพ และความเป็นไปได้ทั้งปวง เมื่อนั้นเราก็จะเริ่มตระหนักได้ว่า ไม่มีภาระหนักหน่วงของการถูกคุมขังอีกต่อไป เราได้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ เป็นอิสระแม้จากความหวัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สดใหม่เป็นอย่างยิ่ง หากเราสามารถยอมรับบ่วงภาระของชีวิตว่าเป็นสิ่งที่หนักหนาแสนสาหัส เมื่อนั้นความหนักอึ้งของมันก็จะไม่ปรากฏอีกต่อไป ด้วยเหตุที่มันหนักหนาสาหัสอย่างแท้จริง เหมือนกับที่เธอได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับก้อนหินที่กำลังทับเธอให้จมดิน หากเธอสามารถเป็นหนึ่งกับก้อนหิน ตัวเธอก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป เธอได้กลายเป็นก้อนหินก้อนนั้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s