บินสู่อิสรภาพ

เมื่อคืนขณะที่ฝนตกต่อเนื่องมาตลอดทั้งวัน เราซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมก็ได้ยินเสียงนกร้องอยู่ใกล้ตัว พอมองหาต้นตอของเสียงก็พบนกน้อยตัวหนึ่ง มันบินไปบินมาภายในบ้านเรา เข้าใจว่าพอฝนตกเลยบินหลุดเข้ามาในบ้านเราผ่านซี่ลูกกรงขนาดใหญ่ที่นกบินเข้าออกได้สบาย

เราพยายามจะไล่มันไปในทิศทางที่ลูกกรงอยู่ แต่มันก็เหมือนจะมองไม่เห็นทางออกตรงนั้น มันยังคงบินไปมาชนกำแพงโน่นนี่ภายในบ้าน เห็นขนของมันที่หลุดร่วงอยู่บนพื้นรู้สึกน่าสงสารจริง

หวนคิดไปถึงตอนอยู่โรงเรียนม.ปลาย ก็มีนกหลุดเข้ามาที่ห้องพักครูแบบนี้เหมือนกัน มันพยายามบินออกไปข้างนอก แต่ก็บินชนกระจกหลายครั้ง ครั้งสุดท้าย มันบินชนกระจกอย่างแรงจนร่วงลงพื้น นอนอ้าปากพะงาบๆ เราเลยค่อยๆ เอามืออุ้มมันและปล่อยมันออกไปข้างนอกได้สำเร็จ

ส่วนนกที่หลุดเข้ามาในบ้านเราจนถึงตอนนี้ ดูทีท่าว่ายังไม่หมดแรงให้เราอุ้มง่ายๆ มันเป็นนกตัวเล็ก ไม่แน่ใจว่ายังเด็กอยู่รึเปล่าเลยไม่มีประสบการณ์ในการบินออกจากบ้านคนแบบนี้

ในที่สุด เราเลยตัดสินใจปิดไฟในบ้านทั้งหมด ภายในบ้านมีแต่ความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากนอกบ้านที่ส่องเข้ามา รอเพียงอึดใจเดียว นกตัวนี้ก็บินสู่อิสรภาพไปได้…

movies-series 2015

movies

ปีนี้ดูหนังโรงเยอะกว่าปีที่แล้วถึง 2 เท่า คิดว่าเป็นเพราะมีเพื่อนที่ไปร่วมดูหนังพร้อมกันมากขึ้น บางเรื่องเราไม่ได้อยากดูมากนัก แต่เพื่อนอยากดู พอไปดูด้วยกันก็พบว่าเป็นหนังที่ดีมากๆ หลายเรื่อง🙂 หนังที่เราดูตลอดปี 2015 มีรายชื่อดังต่อไปนี้ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Circle (2014, Stefan Haupt) B+
2 Foxcatcher B
3 The Tale of Princess Kaguya B+
4 PK (2014, Rajkumar Hirani) A
5 Ida B+
6 Maps to the Stars B
7 The Imitation Game A
8 เพลงของข้าว B
9 Life Itself A
10 The Light Shines Only There B+
11 The Theory of Everything B
12 About the Pink Sky B+
13 The World of Kanako B
14 The Riot Club B+
15 No Impact Man: The Documentary B+
16 Just Eat It: A Food Waste Story B
17 Insurgent B
18 X+Y (2014) A
19 Citizenfour B+
20 Little Forest: Summer & Autumn B+
21 When Marnie was There B
22 The Age of Adaline B
23 Parasyte: Part 1 B+
24 Mad Max: Fury Road B+
25 Song of the Sea B+
26 La Famille Belier B+
27 A Matter of Taste: Serving Up Paul Liebrandt B+
28 Man with a Movie Camera C
29 Little Forest : Winter & Spring B+
30 It Follows B+
31 Love & Mercy A
32 The Wolfpack B
33 Danny Collins B+
34 Inside Out A
35 Our Little Sister (Umimachi Diary) A
36 Parasyte: Part 2 B
37 Amy B+
38 ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ B+
39 The Case of Hana & Alice A
40 Maze Runner 2 C+
41 The Tribe B+
42 Pawn Sacrifice B
43 The Martian B+
44 The New Rijksmuseum B+
45 Sicario B+
46 The Little Prince A
47 The Intern B+
48 Man on Wire B
49 TAG: อวสาน…โมเอะ B
50 Snap B
51 Life (2015, Anton Corbijn) C+
52 The Lobster B+
53 The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 B
54 The Good Dinosaur A
55 Knock Knock B
56 คีตราชนิพนธ์ B+
57 In the Heart of the Sea B+
58 รุ่นพี่ B+
59 Star Wars: The Force Awakens B+
60 Irrational Man B+

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Documentary of AKB48 – The Time has Come B
2 Love’s Whirlpool B+
3 That Demon Within B
4 Barfi! A
5 Birdman A
6 3 Idiots A
7 Chef B+
8 Bread of Happiness B
9 Predestination A
10 Wood Job! A
11 Kingsman: The Secret Service B+
12 Ex Machina B+
13 My Pretend Girlfriend B
14 Focus B+
15 Ototo A
16 Utatama ♪ A
17 Dearest B+
18 Skyfall B
19 The Holiday B+
20 เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ B+

series

สำหรับซีรีส์ ขอแบ่งเป็น อนิเมะ กับ คนแสดง เอาเท่าที่ดูจบ เพราะมีหลายเรื่องที่ยังดองไว้อยู่ เลยยังตัดสินไม่ได้ว่าดีรึเปล่า อนิเมะนี่ถือว่าพีคมาก มีเรื่องที่ได้ A+ ตั้ง 3 เรื่อง

anime

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Steins;Gate The Movie A
2 Chihayafuru (season 1-2) A+
3 Saenai Heroin no Sodatekata B
4 Shigatsu wa Kimi no Uso A+
5 Knights of Sidonia (season 1-2) B+
6 Shirobako A+
7 One Punch Man A

ส่วนซีรีส์คนแสดง ส่วนใหญ่ดูซีรีส์ญี่ปุ่น ซึ่งดูไม่จบค้างไว้หลายเรื่อง ปีนี้มีละครไทยที่ดู 2 เรื่อง (รัตนาวดี กับ ฮอร์โมน ซีซัน 3) ซึ่งก็ดูไม่จบเช่นกัน ปีหน้าคงจะได้ดูหลายเรื่อง เพราะสมัคร iflix ไว้ตั้ง 2 ปี

series (คนแสดง)

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Wayward Pines B+
2 Newsroom Season 2 A
3 Dr. Rintaro A
4 Mr.Robot A+

หวังว่าปีหน้าคงจะมีอะไรดีๆ ให้ดูกันอีกนะ ^^

first full marathon

IMG_20151115_010036

เมื่อตอนเราโบกแท็กซี่จากบ้านไปบริเวณที่จัดงานกรุงเทพฯ มาราธอน แถวสนามหลวง ประมาณตีหนึ่งของเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. 2558 พอเราขึ้นรถแท็กซี่ คนขับรถก็ถามกับเราว่า “งานวิ่งวันนี้มันจัดเพื่ออะไร”

คนขับอธิบายคำถามกับเราว่า ทุกครั้งที่เขาได้ยินข่าวงานวิ่งมาราธอน มักจะมีวัตถุประสงค์ของการจัดงานกำกับด้วย บางงานก็วิ่งเพื่อสุขภาพ บางงานก็วิ่งเพื่อเฉลิมฉลองบุคคลหรือองค์กร บางงานวิ่งเพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง

เราเองก็แปลกใจกับคำถามนี้เหมือนกัน เลยตอบกับคนขับไปว่า เท่าที่ทราบ งานกรุงเทพฯ มาราธอนจะมีธีมการแข่งคือ “run for a reason” นั่นคือ เปิดกว้างให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้มีจุดประสงค์ในการลงวิ่งที่แตกต่างกันไป บางคนมาเพื่อเงินรางวัล บางคนมาเพื่อมิตรภาพ เพื่อพิสูจน์ตนเอง เพื่อสุขภาพ เพื่อความบันเทิง ฯลฯ แต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไปในกิจกรรมการวิ่งวันนี้

พอเราลองมาคิดดู เราเองก็มีเหตุผลในการวิ่งวันนี้เหมือนกัน

ช่วงต้นนี้ 2558 ที่ผ่านมา เราก็ได้ตั้งเป้าหมายสิ่งที่ต้องทำในปี 2558 นี้ หนึ่งในนั้นคือการลงวิ่งฟูลมาราธอนเป็นครั้งแรก หลังจากวิ่งมินิมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนมาหลายรายการแล้ว

ที่เราตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ คงเป็นการพิสูจน์ตัวเองมั้ง เราอยากเป็นกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกปีมีการพัฒนาอะไรบ้าง ย้อนกลับมามองตอนแรกที่เราเริ่มวิ่งมินิมาราธอน ก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาลงฟูลมาราธอนแบบนี้ เคยได้เรื่องเล่ากันว่า คนทั้งโลกที่สามารถวิ่งระยะฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตรกว่าๆ ได้ มีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ (ได้ยินมาจากไหนไม่รู้ จำไม่ได้ แต่เป็นเรื่องเล่าที่ดูโม้และเจ๋งดี :D) ซึ่งเราคงไม่มีทางเหยียบเข้าไปในโลกใบนั้น

เมื่อตัวเองผ่านการวิ่งมินิมาราธอนหลายๆ รายการ แต่ละครั้งก็ไม่ได้พยายามตั้งเป้าการทำเวลาให้ดีขึ้นเลย แค่อยากออกวิ่งให้ถึงเส้นชัย ได้สัมผัสบรรยากาศการวิ่งพร้อมๆ กันหลายร้อยคน ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า ได้วิ่งบนถนนที่นานๆ จะให้คนเดินเท้าได้ใช้งานบ้าง พอผ่านไปซักพักก็ได้ลองไปวิ่งที่ต่างจังหวัด เปลี่ยนบรรยากาศการวิ่ง ได้ท่องเที่ยวบ้าง จนในที่สุดก็ได้ลองขยับมาวิ่งฮาล์ฟในปีที่แล้ว

การตัดสินใจลงฟูลมาราธอนปีนี้ จะว่าไปก็เป็นการหักดิบตัวเองเหมือนกัน ในกลุ่มเพื่อนที่มักจะวิ่งด้วยกันก็ไม่ได้ลงระยะนี้ เราเองลงสมัครไปคนเดียว พร้อมกับตั้งเป้าฝึกซ้อมเป็นเป็นอย่างดี แต่อย่างที่คนเคยบอกไว้ว่าคนเรามักจะประเมินตัวเองในหัวให้ดีกว่าความเป็นจริง พอลงมือปฏิบัติจริง เราเองกลับซ้อมไม่ตรงตามเป้าเท่าไหร่ โดยเฉพาะการวิ่งยาวช่วงวันอาทิตย์ถือว่าทำได้น้อยมากๆ T^T

ใกล้จะถึงช่วงวันแข่ง เราเองก็กังวลเรื่อยๆ น้ำหนักตัวร่วมร้อยกิโลกว่า (เป็นเป้าหมายต้นปีอีกเรื่องที่กะจะลดให้ต่ำกว่า 100 กิโล ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ 555) บวกกับการซ้อมอันแสนย่ำแย่ ทำให้เราเผลอคิดไปถึงงานวิ่งพัทยามาราธอนเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเราเข้าเส้นชัยแล้ว เลยมานั่งดูคนเข้าเส้นชัยในระยะฮาล์ฟและฟูล จู่ๆ ก็มีอยู่รายนึงร่วงลงไปต่อหน้าต่อตาเราก่อนจะถึงเส้นชัยอีกนิดเดียว รถพยาบาลเข้ามาดู เจ้าตัวเหมือนใจสู้ อยากจะฝืนวิ่งต่อให้เข้าเส้นชัยข้างหน้า คนข้างสนามก็ร่วมเชียร์ เหมือนกำลังดูนักมวยที่โดนต่อยแล้วกรรมการกำลังนับ แต่สุดท้ายนักวิ่งผู้โชคร้ายคนนั้นก็แพ้น็อคไป ภาพนั้นติดตาเรามาถึงทุกวันนี้ และเราก็ไม่อยากโดนน็อคแบบนั้นเหมือนกัน

.
.
.

สุดท้าย การวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกของเราปีนี้ ก็ไม่ได้โดนน็อคออกจากการแข่งอย่างที่เรากลัว แม้ระหว่างทาง เราจะเป็นตะคริวที่ต้นขาทั้งสองข้างตั้งแต่กิโลเมตรที่ 25 กว่าๆ แต่เราก็ประคองตัวเอง เดินบ้าง วิ่งบ้าง พักยืดกล้ามเนื้ออยู่เป็นระยะๆ ตอนวิ่งไปก็มีเพื่อนนักวิ่งมาทัก มาให้กำลังใจอยู่หลายคน ประกอบกับมีเพื่อนนักวิ่งหลายรายที่อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับเรา (วิ่งฮาล์ฟมาราธอนปีนี้ ผู้จัดวางระยะผิดไป เพิ่มให้คนแข่งฮาล์ฟไปประมาณ 6 กิโลเมตร เข้าใจว่ากลุ่มเพื่อนนักวิ่งที่เดินเคียงข้างเราเข้าเส้นชัยคงจะมีระยะอัลตราฮาล์ฟอยู่เยอะ) ทำให้เราสามารถเข้าเส้นชัยด้วยเวลาประมาณเกือบ 7 ชั่วโมง(ตั้งแต่ตีสองถึงเกือบเก้าโมง) โชคดีที่ถึงก่อนที่งานจะเลิก ยังได้รับเสื้อ finisher อยู่ เย้! ^^

ไม่ว่าปีนี้ตอนแรกเหตุผลในการลงสมัครวิ่งฟูลมาราธอนของเราจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถเข้าสู่เส้นชัยได้แล้ว และประสบการณ์ที่เราได้รับก็อาจแตกต่างจากเหตุผลที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรก บทเรียนอย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ บางทีคนเราอาจจะไม่ต้องไปคาดหวังคิดโน่นคิดนี่ไปมากมายในการทำอะไรซักอย่าง แค่เพียง “ลองทำดู” เดี๋ยวคำตอบต่างๆ มันก็จะปรากฏและเป็นประสบการณ์อันมีค่าให้เราต่อไปเองแหละ🙂

แรงขับเคลื่อนของการทำงานฟรี

อ่านหนังสือ “สารพัดวิธีรวยด้วยฟรี Free the future of a radical price” ของ Chris Anderson ในบทที่ 12 พูดถึงเรื่องแรงจูงใจของการทำงานฟรี ขอยกมาแปะบล็อกหน่อย

… การได้ทำงานที่ชอบ แม้จะไม่ได้เงิน ทำให้คนเรามีความสุขมากกว่าทำงานที่ได้เงินเดือนเสียอีก ถึงอย่างไรเราก็ยังต้องกินต้องใช้ แต่อย่างที่มาสโลว์แสดงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ต้องการอะไรบางอย่างมากกว่านั้น การได้ทำงานสร้างสรรค์และรู้ว่ามีคนชื่นชอบ เป็นความสุขที่มาสโลว์ยกให้เป็นสุดยอดของความปราถนาทั้งปวง ซึ่งงานประจำส่วนใหญ่ให้ไม่ได้ จึงไม่แปลกเลยที่ทำไมเราเห็นเว็บเติบโตอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยแรงงานอาสา ซึ่งผู้ทำงานมีความสุขกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ การช่วยเหลือ ช่วยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ศักยภาพและแรงงานที่นำมาใช้ในระบบการผลิตที่ไม่มีเงินตอบแทนมีอยู่ในสังคมมาหลายศตวรรษแล้ว มันเพียงแต่รอให้มีระบบและเครื่องมือทางสังคมมารองรับและยอมรับบทบาทของมันเท่านั้น เว็บได้สร้างระบบและเครื่องมือที่ว่านี้ และก่อให้เกิดตลาดแลกเปลี่ยนฟรีอย่างเสรีขึ้นในทันที

อ่านแล้วโดนใจเราดี รู้สึกว่ามันช่วยอธิบายเหตุผลบางอย่างที่เราเชื่อ เราคิดว่าโลกสมัยใหม่ที่ปัจจุบันความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ยกระดับสูงขึ้นกว่าในอดีต จนได้รับความต้องการพื้นฐานเพียงพอแล้ว ประกอบกับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มากขึ้น จะยิ่งส่งเสริมให้คนเราเลือกทำงานหรือกิจกรรมที่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ แม้สิ่งเหล่านั้นจะได้ผลตอบแทนในรูปตัวเงินไม่มากนักก็ตาม

ป.ล. ชื่อไทยของหนังสือเล่มนี้ไม่เข้ากับเนื้อหาเลย จริงๆ หนังสือมันอธิบายระบบเศรษฐกิจที่ขายสินค้าบริการ “ฟรี” ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ตอนแรกที่เห็นชื่อและปกเราไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นหนังสือแนวฮาวทูทำไงให้รวย แต่พอเห็นชื่อผู้แต่งเราเลยหยิบมาอ่าน ซึ่งเนื้อหาก็สนุกและเปิดโลกเราพอสมควรทีเดียว

แนะนำการใช้งาน goodreads.com

ใน facebook ของเรา ส่วนใหญ่มักจะมีคนรีวิวหนังภาพยนตร์มาโผล่ใน feed บ่อยๆ  ซึ่งมีประโยชน์มากในการเลือกหาหนังมาดู นานๆ ถึงจะมีคนรีวิวหนังสือโผล่มา คงเป็นเพราะหนังสือใช้เวลาในการอ่านจนจบนานกว่าหนัง แต่ระยะหลังนี้รู้สึกว่าจะมีคนรีวิวหนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (โดยเฉพาะช่วงหลังจบงานสัปดาห์หนังสือ) เราเองเลยอยากจะรีวิวหนังสือลงใน facebook บ้าง เมื่อก่อนเคยเขียนลงใน blog แต่ตอนนี้กระแสโซเชียลค่อนข้างมาแรงและมีเว็บโซเชียลสำหรับหนังสือที่น่าสนใจ คือ goodreads.com เพราะสามารถเชื่อมต่อกับ facebook ได้ด้วย เวลาสมัครก็ใช้บัญชี facebook ได้เลย และเมื่อแสดงความเห็นต่อหนังสือแล้วก็จะโชว์ในสเตตัสบน facebook ด้วย เราเลยคิดจะเขียนลงที่เว็บนี้ จะได้เป็นการรวบรวมฐานข้อมูลไว้ทีเดียว น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่จะมาอ่านทีหลังมากกว่า


การใช้งาน goodreads ที่จะแนะนำในโพสนี้ขอแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่คือ 1.การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ 2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล 3.การรีวิวหนังสือ

1. การค้นหาหนังสือและการแสดงสถานะหนังสือ

ก่อนอื่นก็ต้องค้นหาหนังสือก่อนว่าเล่มไหนที่เราสนใจ ซึ่งช่องค้นหา สามารถกรอกได้ทั้ง ชื่อเรื่อง ชื่อคนแต่ง เลข ISBN (ถ้าหาด้วยชื่อเรื่องหรือคนแต่งไม่เจอ ให้ลองหาด้วยเลข ISBN ดู เราเจอหลายเล่มที่สุดท้ายต้องหาจาก ISBN เอา อาจเป็นเพราะระบบยังรองรับการค้นหาด้วยภาษาไทยไม่ค่อยดี)

เมื่อเจอเล่มที่ต้องการแล้ว (หากลองค้นหาด้วยเลข ISBN แล้วยังไม่เจอ แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มในฐานข้อมูล ให้ดูวิธีเพิ่มในข้อ 2.) ใต้รูปปกจะมีสถานะ 3 อย่างในเลือก โดยแต่ละอย่างจะมีความหมายดังนี้

goodreads-1

  • Read : แปลว่า อ่านจบแล้ว เราสามารถให้คะแนนเป็นดาว รวมถึงเขียนรีวิวได้ วิธีรีวิวให้ดูในข้อ 3.
  • Currently Reading : แปลว่า ตอนนี้กำลังอ่านเล่มนี้อยู่ ถ้าตอนนี้เรากำลังอ่านหลายเล่มหรือชอบอ่านแล้วดอง ก็จะมีสถานะนี้อยู่เยอะ
  • Want to Read (หรือ to-read) : แปลว่า อยากอ่านเล่มนี้จัง เอาไว้จดเป็น wish list หนังสือที่อยากหามาอ่าน

2.การเพิ่มหนังสือที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล

ในกรณีที่ลองค้นหาหนังสือแล้วไม่เจอซักที แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ถูกเพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูลระบบ (ส่วนใหญ่มักเป็นหนังสือภาษาไทย) แม้ไม่ใช่เจ้าของหนังสือหรือสำนักพิมพ์ก็สามารถเพิ่มข้อมูลหนังสือเข้าไปเองได้ โดยมีวิธีเพิ่มง่ายๆ ดังนี้

goodreads-2

2.1 ในหน้าค้นหา กดไปที่ปุ่ม “Still can’t find the book? Add a new record”

2.2 ในหน้ากรอกฐานข้อมูลหนังสือใหม่ ฐานที่ข้อที่จำเป็นต้องกรอกคือ title ,sort by title และ author แต่เราแนะนำให้กรอกเลข ISBN และรูปปกหนังสือด้วย ส่วนฐานข้อมูลอื่นๆ ก็แล้วแต่ จะกรอกเพิ่มได้

goodreads-3

2.3 title คือ ชื่อหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือที่มีหลายเล่ม ก็วงเล็บแล้วก็บอกว่าเป็นเล่มไหนในชื่อชุดหนังสือ เช่น Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (Harry Potter, #1) หรือ Ranma ½, Vol. 1 (Ranma ½, #1)

2.4 sort by title ถ้าชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยให้ใช้ชื่อเดียวกับ title เลย  ข้อนี้เอาไว้สำหรับภาษาอังกฤษที่จะมีคำพวก The ข้างหน้าชื่อหนังสือ เค้าจะเอาไปไว้ด้านหลัง เมื่อเรียงแล้วจะได้ไม่งง เช่น tltle เป็น The Da Vinci Code ตรง sort by title ก็จะเป็น Da Vinci Code, The

2.5 author คือ ชื่อคนเขียนหนังสือ เราสามารถกด Add new author กรณีมีคนเขียนหลายคน หรือจะใส่ชื่อคนแปลก็ได้ โดยตรงช่อง role ด้านหลังชื่อคนแปลก็ให้ใส่ว่า Translator

2.6 isbn คือ ชื่อรหัสหนังสือ โดยทั่วไปหนังสือทุกเล่มบนโลกมักจะมีเลขนี้อยู่เสมอ ควรใส่ลงไปจะได้ค้นหาได้ง่าย

2.7 รูปปกหนังสือ ก็ไปค้นรูปจาก google มาแล้วก็ใส่ใน Add a cover image for this book. ก็กดตรงปุ่ม Browse…

2.8 ในกรณีหนังสือภาษาไทย edition language ควรเลือกเป็น Thai ด้วย

2.9 เลื่อนลงมาด้านล่างสุด กดปุ่ม Create book

2.10 จะขึ้นหน้ารีวิวหนังสือเล่มที่เราเพิ่มในฐานข้อมูลขึ้นมา ถ้าเรายังอ่านไม่จบก็ยังไม่ต้องให้ดาวให้คอมเม้นท์ และเลือก Bookshelves/Tags เป็น currently-reading (กำลังอ่าน) หรือ to-read (อยากอ่าน) แล้วก็กด save แต่ถ้าเราอ่านจบแล้วก็เลือก read พร้อมกับรีวิวหนังสือตามข้อ 3.

3.การรีวิวหนังสือ

เมื่ออ่านหนังสือจบแล้ว โดยกดสถานะเป็น Read เราสามารถให้คะแนน (สูงสุด 5 ดาว) รวมถึงเขียนสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ได้ เมื่อเขียนเสร็จก็สามารถจะกด share ให้ปรากฏใน facebook status ของเราได้ คนที่เล่น goodreads ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ก็จะสามารถดูคะแนนและรีวิวของคนที่อ่านจบแล้วได้รวมถึงรีวิวของเราด้วย อย่าลืมกรอกว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบวันไหน


จริง goodreads ยังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะ เช่น สามารถเพิ่มเพื่อนที่เล่น goodreads ได้ (ถ้า facebook เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วน่าจะเพิ่มให้อัตโนมัตินะ) พอเพื่อนอ่านหนังสืออะไรก็จะโชว์ให้เราเห็น สามารถแนะนำหนังสือให้กัน กด like หรือ comment การรีวิวหนังสือได้

หวังว่าโพสนี้คงจะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนที่อ่านหนังสือมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้นนะ🙂

ป.ล. goodreads มีกิจกรรม 2015 Reading Challenge ท้าให้คนอ่านหนังสือด้วย โดยให้กำหนดเป้าหมายว่าปีนี้จะอ่านหนังสือให้จบกี่เล่ม เราตั้งไว้ 24 เล่ม ปลายปีลงมาดูสิว่าจะสำเร็จมั้ย ใครอยากรู้ว่าเราอ่านอะไรบ้างก็ลองมาดูได้ที่ลิงก์ goodreads ของเรา จ้า

chihayafuru

Chihayafuru

เพิ่งดูอนิเมะเรื่อง Chihayafuru ทั้ง 2 ซีซั่นจบไป (รวมทั้งหมด 50 ตอน) นับได้ว่าเป็นอนิเมะที่ดีมากๆ ในใจเราเรื่องหนึ่งทีเดียว อนิเมะเรื่องนี้สร้างจากหนังสือการ์ตูนที่แต่งโดย Yuki Suetsugu (ลิขสิทธิ์ในไทย ฉบับหนังสือการ์ตูนเป็นของ สนพ.บงกช และฉบับอนิเมชั่นเป็นของ ROSE) เป็นการ์ตูนผู้หญิง ว่าด้วยสาวน้อยม.ปลายคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบกีฬา “ไพ่คารุตะ” เป็นชีวิตจิตใจ

ปกติ การ์ตูนแนวกีฬามักจะเป็นการ์ตูนผู้ชาย เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นการ์ตูนกีฬาเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เป็นการ์ตูนผู้หญิง สำหรับเราถือว่าเป็นการ์ตูนกีฬาที่เจ๋งมากๆ นับตั้งแต่เรื่องล่าสุดที่เราดูคือ Yowamushi Pedal โอตาคุน่องเหล็ก ฉบับหนังสือการ์ตูนและอนิเมะเรื่อง Ping Pong The Animation

นอกเหนือจากความเร่าร้อนของการแข่งขันกีฬา และการเผชิญคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจที่แต่ละคนก็มีมิติที่น่าสนใจ ความเด่นที่เพิ่มเข้ามาสำหรับเรื่องนี้ตามสไตล์การ์ตูนผู้หญิงที่ดี คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ทั้งเพื่อนร่วมทีมและความรักระหว่างหนุ่มสาว การกระจายบทบาทน้ำหนักของแต่ละตัวละคร ถือว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมาก มีตอนที่ทำให้เรารู้สึกซึ้งจนน้ำตาไหลหลายครั้ง อาจเป็นข้อดีของฉบับอนิเมะที่สามารถใส่ดนตรีประกอบเข้ามา รวมไปถึงได้ยินการอ่านกลอนไพ่คารุตะ ทำให้เพิ่มความอินเข้ามาอีกเยอะเลยทีเดียว

ต้องชื่นชมคนแต่งเรื่องด้วยนะ ที่สามารถทำให้กีฬาไพ่คารุตะซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่น่าสนใจในสายตาคนทั่วไป ออกมาเป็นการ์ตูนได้สนุกขนาดนี้

หวังว่าคงจะได้ดูซีซั่น 3 ต่อไปนะ ระหว่างนี้คงจะไปหาฉบับหนังสือการ์ตูนมาอ่านก่อน น่าจะดีงามเหมือนกัน แถมปกสวยด้วย (ขอบ่นเล็กน้อย ฉบับไทยเพิ่งถึงเล่ม 10 ฉบับญี่ปุ่นไปเล่ม 26 แล้ว ทำไมมันห่างกันแบบนี้)

movies 2014

ปีนี้ดูหนังโรงมากกว่าปีที่แล้ว แต่ดูหนังแผ่นน้อยกว่าแฮะ (เรียงลำดับตามเวลาการดูก่อนหลัง)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Secret Life of Walter Mitty   B+
2 The Wolf of Wall Street   B
3 Her   B
4 Will You Still Love Me Tomorrow?   B
5 Design & Thinking   B
6 Google & The World Brain   B
7 Urbanized   B+
8 American Dreams In China   A
9 The Lunchbox   B+
10 The Railway Man   B
11 Enemy   B+
12 X-Men: Days of Future Past   B+
13 Edge of Tomorrow   B+
14 Maleficent   B
15 The Wind Rises   B
16 Begin Again   A
17 ฝากไว้..ในกายเธอ   B
18 Third Person   B+
19 Boyhood   B+
20 ตุ๊กแกรักแป้งมาก   A
21 Lucy   B+
22 God Help the Girl   B+
23 Gone Girl   B
24 Whiplash   A
25 Interstellar   B+
26 The Master (2014)   A
27 Magic in the Moonlight   A
28 Sur Real เกมส์พลิก โชคชะตาเล่นตลก รักตาลปัตร   B
29 Saint Laurent   B
30 Finding Vivian Maier   B
31 Stand by Me Doraemon   A

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 A Story of Yonosuke   B+
2 Moteki (2011)   B
3 ประชาธิป’ไทย Paradoxocracy   B+
4 Halfway (2009)   A
5 I Have To Buy New Shoes   B
6 Hidamari no Kanojo   B+
7 Tokyo Family   B
8 City Lights   B
9 Groundhog Day   B+
10 What the Snow Brings   B
11 The Kingdom of Dreams and Madness   B+
12 HImizu (2011)   B
13 The Little House (Chiisai Ouchi)   A
14 Solanin   B+
15 A Muse (Eun Gyo)   C+
16 The Story of a Small Town   A+
17 Eat Drink Man Woman   A
18 So Young   B

ป.ล. ลืมจดซีรีส์กับอนิเมะที่ดูไว้อีกแล้ว เท่าที่ประทับใจมากๆ ที่นึกได้คือซีรีส์ฝรั่ง the newsroom ดูไป 2 ซีซั่นแล้ว ติดหนึบเลย ซีรีส์ญี่ปุ่น shinya shokudo (ภัตตาคารเที่ยงคืน) ก็ดีงามมาก ออกมา 3 ซีซั่นละ แต่เรายังดูไม่จบ ค่อยๆ ดูตอนกินข้าว 555 มินิซีรีส์ญี่ปุ่น pan to soup to neko biyori (ขนมปัง กับซุป และอากาศวันแมว) ก็ถือว่าอบอุ่น เรียบง่าย เข้าทางเรามาก ส่วนซีรีส์อนิเมะดูน้อยมาก ที่ชอบที่สุดก็คือ ping pong the animation งานของมหาเทพ masaaki yuasa ปีนี้คงต้องจดสองประเภทนี้เอาไว้ด้วย ใครสนใจเรื่องไหนก็ถามมาได้นะ เดี๋ยวจะบอกแหล่งหาดูให้🙂