Singapore trip 2013

18/05/2013 - Leave a Response

singapore-2

เมื่อไม่นานมานี้ เราได้ไปเที่ยวสิงคโปร์ เป็นทริปที่สนุกดี การไปครั้งนี้มีข้อสังเกตบ้านเมืองเขาหลายอย่างที่แตกต่างจากบ้านเรา จึงอยากจะบันทึกไว้ผ่านมุมมองตนเองซะหน่อย

การเดินทางไปไหนมาไหนของที่นี่ ส่วนใหญ่ใช้ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งรถไฟฟ้า MRT และรถเมล์ การเดินทางถือว่าสะดวกสบายมาก สำหรับรถไฟฟ้าก็คล้ายๆ กรุงเทพฯ บ้านเรา เพียงแต่จะแตกต่างตรงมีเส้นทางเยอะกว่า มีการบอกระยะเวลาการเดินทางแต่ละสถานี และมีห้องน้ำทุกสถานี แต่ที่เราชอบกว่าคือระบบรถเมล์ ที่สิงคโปร์เป็นรถเมล์แอร์ทุกสาย พื้นรถเตี้ย มีกริ่งกดสำหรับคนนั่งรถเข็น เรียกว่าถูกต้องตามหลัก Universal design เลยทีเดียว ที่สำคัญสิ่งที่เราชอบและอยากให้มีที่เมืองไทยคือ ทุกป้ายรถเมล์จะมีข้อมูลแจ้งว่า ป้ายนี้มีสายไหนผ่านบ้าง สายที่ผ่านจะวิ่งไปที่ไหนบ้าง ใช้เวลากี่นาทีจึงจะถึงป้ายต่างๆ ตามเส้นทางสายที่รถวิ่งผ่าน นอกจากนี้แต่ละป้ายรถเมล์จะมีรหัสประจำป้ายด้วย คนที่มีสมาร์ทโฟนสามารถเช็คได้ว่า ป้ายรหัสนี้ จะมีรถเมล์สายไหนวิ่งมา ในอีกกี่นาที ทำให้การเดินทางที่นี่สะดวกสบายทีเดียว

singapore-3

เมื่อการเดินทางโดยขนส่งมวลชนมันเจ๋งแบบนี้ มันก็สอดรับกับราคาที่สูงมากในการมีรถยนต์ส่วนตัวในครอบครอง พี่ที่ทำงานสิงคโปร์เล่าให้เราฟังว่า ราคาใบอนุญาตให้มีรถยนต์ที่สิงคโปร์แพงมาก คนที่มีรถยนต์ส่วนใหญ่จึงต้องมีฐานะดี เราจึงเห็นรถยนต์ส่วนตัวที่วิ่งบนท้องถนนเป็นรถราคาแพงส่วนใหญ่ เพราะไหนๆ จ่ายค่าใบอนุญาตแพงแล้ว ก็ซื้อคันที่มันแพงๆ ไปเลย

สิ่งที่ขึ้นชื่อของที่สิงค์โปร์คือการบังคับใช้กฎหมาย แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นตำรวจที่นี่เท่าไหร่ เข้าใจว่าคงใช้กล้องวิดีโอวงจรปิดคอยตรวจตรามากกว่า เราจะเห็นกล้องติดไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่บนรถเมล์ก็ยังติด ประกอบการลงโทษค่อนข้างรุนแรง แค่กินอาหารในรถไฟฟ้าก็ปรับแล้ว แถมแพงด้วย เอาทุเรียนขึ้นรถเมล์ก็ปรับ ห้ามโน่นห้ามนี่ ปรับโน่นปรับนี่ไปหมด เราได้ยินเรื่องเล่าว่าตำรวจที่นี่คงพกที่รูดบัตรเครดิตติดตัว เห็นทำผิดซึ่งหน้าก็เดินไปหา ขอบัตรเครดิต เอาไปรูดตรงนั้นและเขียนใบเสร็จค่าปรับให้เลย :D

ด้วยความที่การบังคับใช้กฎหมายที่นี่ค่อนข้างแรง เลยไม่ค่อยมีอาชญากรรมเท่าไหร่ ถ้าเกิดเหตุอาชญากรรมที่นี่ จะถูกลงหนังสือพิมพ์พาดหัวไปหลายวัน ให้รู้กันทั้งประเทศเลย (จะว่าไปสิงคโปร์มันก็เป็นประเทศเล็กๆ นะ เหมือนอยู่ในหมู่บ้าน มันเลยบังคับใช้กฎหมายอย่างทั่วถึงได้ง่าย) ตำรวจที่นี่เลยไม่ค่อยมีงานทำละมั้ง power ไม่ค่อยเยอะเหมือนบ้านเรา เคยฟังเรื่องเล่าว่ามีคนขับแท็กซี่กำลังขับรถอยู่ โดนตำรวจขี่มอเตอร์ไซต์ปาดหน้า แท็กซี่คันนั้นถึงขั้นขับกลับไปปาดหน้าคืน พร้อมทั้งด่าตักเตือนตำรวจที่ขี่ปาดหน้าว่าเป็นถึงผู้รักษากฎหมายทำแบบนี้ได้ไง ตำรวจก็หงอยๆ ขอโทษคร้าบ ผมจะไม่ทำอีกแล้วคร้าบ เหอเหอ ดูเสมอภาคกันดีนะ ^^

singapore-1

พูดถึงความเสมอภาค เรานึกถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกเรื่อง เมื่อพูดถึงการควบคุมระบบจราจรบ้านเรา เรามักจะนึกถึงแต่คนที่ใช้รถ แต่ที่นี่เค้าควบคุมไปถึงคนเดินถนนด้วย เวลาข้ามถนนที่นี่ก็ต้องข้ามในที่ที่กำหนด ห้ามข้ามมั่วเพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แค่มีกฎเกณฑ์ยังไม่พอ ยังมีการจัดสภาพแวดล้อมควบคุมไปในตัวด้วย เช่น ทางแยกปกติทางม้าลายจะอยู่ใกล้ทางเลี้ยวตรงจุดตัดทางแยก แต่เมื่อพิจารณาความปลอดภัย ก็อาจเกิดเหตุการณ์รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดแล้วมองไม่เห็นคนข้าม พอเลี้ยวเสร็จถึงจะเพิ่งเห็นคนที่ข้าม เกิดอุบัติเหตุได้ บางแยกเราที่นี่จึงเห็นเขาเอาเหล็กกั้นตรงทางเท้าตรงทางแยก บังคับให้คนเดินถนนต้องเลี้ยวไปซักระยะ ถึงจะเจอช่องเปิดให้ข้ามถนนได้

crossroad

มีนิสัยอยากนึงที่เราติดไปจากเมืองไทย คือพอเดินข้ามถนนหรือซอย เมื่อเราไปเจอกับรถ เราจะหยุดให้รถไปก่อน พอมาที่สิงคโปร์ เมื่อเจอรถ เราก็หยุดให้รถไปก่อนตามความเคยชิน ปรากฏว่ารถไม่ยอมไป! เพราะที่นี่รถจะหยุดให้คนข้ามถนนไปก่อน

พอเรามานึกดีๆ ระหว่างสิ่งใหญ่ที่มีอำนาจ ที่มีพลังมาก มาเจอกับสิ่งเล็กๆ อ่อนแอ กฏเกณฑ์ที่เกิดขึ้นควรจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่า หากสิ่งใหญ่ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิ่งที่เล็กกว่า สิ่งที่อ่อนแอกว่า โลกเราจะเป็นเช่นไรนะ…

singapore4

เราจะเห็นได้ว่า การบังคับลงโทษอย่างเอาจริงเอาจัง เสมอภาค ประกอบกับการสร้างสิ่งแวดล้อมสร้างระบบให้เอื้ออำนวย มันถึงจะได้สร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตของคนที่นี่ได้มากถึงเพียงนี้ เมื่อมองย้อนกลับมาที่บ้านเมืองเรา แม้ตอนนี้จะยังไม่เทียบเท่าเขา แต่เราก็มีความหวังว่าในอนาคต ในยุคสมัยของเรา ทุกสิ่งมันจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากปรับปรุงนิสัยแย่ๆ ตัวเรานี่แหละ รู้จักให้เกียรตินึกถึงคนอื่น ไม่ต้องรอให้โดนปรับถึงจะคิดได้ :)

ระยะยาว

29/04/2013 - 3 Responses

วันนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่นแบดมินตัน ด้วยอารมณ์ที่เพิ่งยินดีกับชัยชนะของน้องเมย์ ในรายการ Yonex-Sunrise India Open 2013 แต่ปรากฏว่าก๊วนไม่ครบ เลยตัดสินใจไปวิ่งที่ฟิตเนสแทน

ตอนวิ่งที่ฟิตเนส ช่วงแรกก็โหมวิ่งอย่างเต็มที่ ปรับความเร็วของเครื่องวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ผลก็คือ ผ่านไปแค่ 15 นาที ก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว เลยตัดสินใจลดความเร็วไประดับที่เราวิ่งได้สบายๆ แล้วเปลี่ยนแผนใหม่ คือ ปกติเราจะฟังเพลงไปด้วย พอเพลงผ่านไปหนึ่งเพลงก็เพิ่มความเร็วขึ้นนิดหน่อย ประมาณ 0.1 – 0.2 km/hr ปรับไปเรื่อยๆ ผลก็คือ ร่างกายเราก็ค่อยๆ ปรับสภาพได้และสามารถยกระดับการวิ่งไป จนกระทั่งสามารถวิ่งในความเร็วที่ตอนแรกทำให้เหนื่อยได้อย่างสบายๆ สรุปสุดท้ายก็สามารถวิ่งตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 10 km ในเวลา 69 นาที เย้! :D

หลังวิ่งเสร็จเราก็นั่งพักเหนื่อย พร้อมกับสังเกตโน่นนี่นั่นในฟิตเนสไปเรื่อย แล้วก็ไปสะดุดเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายตนเองนิดหน่อยคือ มือขวาเราตรงบริเวณโคนนิ้วก้อย นิ้งนาง และนิ้วกลางของเราด้านไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยเพราะระยะหลังมานี้มาเราเล่นแบดมินตันบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนเล่นแบดทุกวันศุกร์ 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้เล่นแบดประมาณสัปดาห์ละ 2 -3 วัน วันละ 2 – 3 ชั่วโมง

จากเรื่องการปรับระดับความเร็วในการวิ่งกับเรื่องมือด้านจากการเล่นแบดที่เราเจอในวันนี้ ทำให้เรานึกถึง 3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

เรื่องแรกคือ “กฎของไมโล” (MILO’S PRINCIPLE) ในวงการนักวิ่งมาราธอน กฎของไมโล ขอยกเอาคำอธิบายของ คุณกฤตย์  ทองคง ในเว็บ jog & joy มาพูดซ้ำในนี้แล้วกัน

ไมโลเป็นตำนานโบราณของกรีกที่เป็นชื่อของนักมวยปล้ำผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใคร เขาเป็นนักกีฬาที่มีชื่ออยู่ระหว่าง 532-516 ปี ก่อนคริสตกาล ไมโลมีวิธีการฝึกร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งตามหลักการง่ายๆด้วยการฝึกยกลูกวัวทั้งตัว ชูขึ้นเหนือหัวทุกๆวันและลูกวัวซึ่งจะเติบโตและมีน้ำหนักมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ก็ย่อมเป็นการทำให้ไมโลแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไมโลไม่ได้ยกลูกวัวเมื่อวานแล้วรุ่งขึ้นไปยกแม่วัว เพียงแต่ยกลูกวัวเท่านั้นแต่ยกทุกวัน ดังนั้นเรื่องของไมโลจึงบอกแก่เราว่า การฝึกร่างกายเพื่อเพิ่มระดับประสิทธิภาพใดๆ ก็ตาม เราจำต้องขยับทีละน้อย อย่าฮวบฮาบจนธรรมชาติร่างกายค่อยๆปรับความสามารถ รับอุปสรรคที่หนักเช่นนั้นได้

เรื่องที่สองคือ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่อยู่ในหนังสือ “Outliers : The Story of Success” ของ Malcolm Gladwell มีฉบับแปลไทยด้วยนะ ชื่อ “สัมฤทธิ์พิศวง” เรายังไม่เคยอ่านหรอกแต่มีคนพูดถึงเยอะจนจำได้ กฎนี้จำง่ายๆ คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ เช่น “โมสาร์ท” “เดอะ บีทเทิลส์” หรือ “บิล เกตส์” ไม่ใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาผ่านการฝึกฝนมามากกว่า 10,000 ชั่วโมง ด้วยต่างหาก

เรื่องสุดท้าย เป็นคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งมีวาทะดังๆ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นที่เราชอบคือ

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ มันทำให้เรานึกถึงการทำอะไรซักอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนทักษะต่างๆ , การออมเงิน , การออกกำลังกาย การกิน ฯลฯ พฤติกรรมที่เราทำต่อเนื่องเป็นนิสัยเป็นระยะเวลาอันยาวนาน มันจะส่งผลย้อนกลับมาแน่นอน แม้ส่วนใหญ่สิ่งที่เราทำมักจะเป็นเรื่องเล็กน้อย (เพราะถ้าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ อาจไม่มีพลังส่งให้ทำต่อเนื่องระยะยาว) ตอนแรกมันยังไม่เห็นผลหรอก ต้องมองกันระยะยาว ทีนี้มันก็ขึ้นกับแต่ละคนแล้วล่ะว่าจะมองการณ์ไกลแค่ไหน เริ่มลงมือทำมั้ย ทำต่อเนื่องมั้ย (ปัจจัยที่ต่อเนื่องได้นานๆ มันคงต้องมีทั้งความรักและความพยายามตั้งใจควบคู่กันไป)

ชีวิตคนเรามันต้องดูกันยาวๆ นานๆ นี่นา เหมือนเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งระยะสั้น ตัวเราที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ก็เป็นผลมาจากการกระทำอะไรบางอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานในอดีตเหมือนกัน…

ย้อนกลับไปดูบล็อกที่เราเริ่มเขียน อืม ก็ยังเขียนมาได้ถึงทุกวันนี้นะ :)

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2556

04/04/2013 - Leave a Response

bookfair-2013

ความจริงปีนี้กะจะไม่ไปแล้ว เพราะเหนื่อยกับการเจอผู้คนมากมายเหมือนตอนงานนี้ปี 2555 ช่วงนี้อากาศยิ่งร้อนจัดอีก เลยคิดว่ามีเล่มไหนอยากซื้อค่อยไปซื้อที่ร้านหนังสือดีกว่า…

อย่างไรก็ตาม ก็มีเหตุที่ทำให้เราไปงานนี้จนได้ ปีนี้ไม่เหมือนทุกๆ ปีที่เคยไป คือปกติเราจะไปตอนบ่ายๆ เดินลากยาวไปถึงตอนดึก แต่คราวนี้เราไปตอนเย็นหลังเลิกงาน สาเหตุที่ไปช่วงนี้เพราะรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน อยากจะนัดเจอกันพอดี น้องเค้าอยากไปหาหนังสือในงานนี้ด้วย ก็เลยตกลงไปหลังเลิกงานวันนี้ ไปตอนเย็นแบบนี้มันก็ดีไปอีกแบบเพราะอากาศไม่ร้อนมาก คนเดินในงานก็น้อยเมื่อเทียบกันวันหยุดที่เราเคยไป ครั้งนี้ไปเดินแป๊บๆ เดียว ได้หนังสือที่อยากอ่าน (มีรายการไว้ในหัวแล้ว) ก็กลับแล้ว อย่างไรก็ตาม เราเจอบางเล่มที่ไม่ได้คิดไว้ แต่น่าสนใจ ก็โดนกิเลสเข้าครอบงำซื้อตามเคย 555

รายการที่ซื้อในปีนี้มีดังนี้

  • สึซึมิยะ ฮารุฮิ ตอน ความตกตะลึงของสึซึมิยะ ฮารุฮิ “ภาคปฐมบท” และ “ภาคปัจฉิมบท” : NAGARU TANIGAWA, แปลโดย NEOZERO : บงกชบุ๊คส์ -> ได้โปสเตอร์พร้อมลายเซ็นดิจิตอลของ อ. Nagaru TANIGAWA / Noizi ITO ผู้แต่งและผู้วาดภาพประกอบนิยายมาด้วย
  • ฤดูกาลรักบทใหม่ รวมผลงานเรื่องสั้นของโคซึเอะ อามาโนะ เล่ม 3 : KOZUE AMANO : บงกชคอมมิคส์ -> ชะล่าใจ ไม่ยอมซื้อเล่มนี้ช่วงออกใหม่ ทั้งๆ ที่เป็นนักเขียนการ์ตูนที่ชื่นชอบ จนตอนหลังหาในร้านขายหนังสือการ์ตูนทั่วไปไม่เจอ ต้องมาเก็บใจงานนี้ (โชคดีที่ยังเหลืออยู่)
  • โจน : เพม่า โชดรัน, แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และ อัญชลี คุระธัช : สำนักพิมพ์ปลากระโดด -> อ่าน “เมื่อทุกอย่างพังทลาย” ของเพม่าแล้วถูกจริต เลยอ่านเล่มนี้ต่อ
  • สู่วัยชรา อย่างมีศิลปะ แรงบันดาลใจเพื่อชีวิตที่งามอุดม : จอห์น เลน, แปลโดย สายพิณ กุลกนกวรรณ ฮัมดานี : สวนเงินมีมา -> งานของจอห์น เลน อ่านมาหลายเล่มแล้ว สงบดี อยากจะอ่านนานแล้ว พอเห็นคุณเคียวโพสไว้ใน facebook และสายตาเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้พอดี ก็เลย…
  • เงินไม่ใช่พระเจ้า ขีดจำกัดทางศีลธรรมของตลาด : ไมเคิล แซนเดล, แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล : openworlds -> หนังสือ “ความยุติธรรม” ของแซลเดล เป็นงานมาสเตอร์พีซจริงๆ ทำให้เราอ่านหนังสือหนาๆ ที่ไม่ใช่นิยายเล่มนั้นจบอย่างรวดเร็ว เลยซื้อเล่มนี้อย่างไม่ลังเล
  • การเดินทางของคชสาร : คชสาร ตั้งยามอรุณ : ระหว่างบรรทัด -> เห็นคนเชียร์หลายคนมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้ลองอ่านซะที วันนี้เดินผ่านบูธระหว่างบรรทัดของคุณแป๊ดพอดี เจอคุณแป๊ดด้วย เลยลองเอาเล่มแรกมาอ่านก่อน ถ้าติดใจคงต่อเล่มสองในอีกไม่นาน
  • พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ : คิมรันโด, แปลโดย อมรรัตน์ ทิราพงษ์ : springbooks -> เล่มแรกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เนื้อหาก็ดีจริง จนน้องสาวเราขอเอาติดไปอ่านที่ต่างประเทศด้วย เลยซื้อเล่มนี้ต่อ

คิดๆ ดู ส่วนใหญ่หนังสือที่เราซื้อวันนี้ ก็เนื่องจากเป็นแฟนคลับของผู้เขียนแทบทั้งนั้นละ ไม่ได้ซื้อตามใจตนเองเหมือนสมัยก่อน :)

ป.ล. 1 อย่างน้อยข้อดีงานการไปงานหนังสือก็มีอยู่ คือ ได้มีโอกาสเจอคนรู้จัก เจอคนในวงการหนังสือที่ชื่นชอบ อย่างวันนี้เราก็ได้เจอรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอตัวเป็นๆ กันนานแล้วโดยบังเอิญ เจอคุณแป๊ด เจอคุณวินทร์ เลียววาริณ

ป.ล. 2 สิ่งที่เราชอบอีกอย่างในงานหนังสือ คือการได้เปิดโลกหนังสือเห็นกลุ่มหนังสือเฉพาะทางที่ปกติเราจะไม่ค่อยได้สังเกตในร้านหนังสือ เช่น รุ่นน้องวันนี้ที่ไปด้วยกันเป็นครูสอนศิลปะเด็ก แกก็จะหาบูธที่เป็นหนังสือรวมผลงานศิลปะ หรือฝึกวาดรูป เราก็ได้เปิดโลกว่ามันมีร้านขายหนังสือพวกนี้ในไทยด้วย

ไมตรี

19/03/2013 - Leave a Response

ช่วงนี้วงการสื่อสารมวลชนกำลังร้อนระอุ เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องที่อ่อนไหวต่อสังคมอย่างการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ผ่านสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดอย่างโทรทัศน์ มีการถกเถียงเรื่องเสรีภาพของสื่อ เรื่องภาระหน้าที่ของโทรทัศน์สาธารณะ เราเห็นการโต้เถียงกันหลายรูปแบบในสังคมออนไลน์ บ้างก็เผ็ดร้อน บ้างก็เสียดสีกระแนะกระแหน บ้างก็ขำๆ

พอเราเห็นความดุเดือดในโลกออนไลน์เหล่านั้น ทำให้เราหวนนึกถึงสองบทความที่เพิ่งได้อ่านไม่นานมานี้ เลยอยากจะเอามาแปะไว้เตือนสติตัวเองซะหน่อย แต่คงไม่เอามาแปะหมด คงยกแค่บางท่อนที่รู้สึกกินใจเรา ซึ่งคนที่สนใจควรจะไปตามมาอ่านบทความเต็มเพื่อให้ได้สาระที่ครบถ้วน

บทความแรกเป็นจดหมายจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนถึง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร way ฉบับที่ 59 “การเมืองเรื่องทรงผม”

… เรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ผมคิดว่าถ้าเราช่วยคนจำนวนมากได้ก็ดี แต่ถ้าทำไม่ได้เพราะกำลังไม่พอ การช่วยคนตัวเป็นๆ จำนวนน้อยก็ยังดีกว่าการพูดถึงประชาชนอย่างเลื่อนลอย จุดอ่อนของปัญญาชนเราคือ ชอบพูดถึงประชาชนในลักษณะนามธรรม ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการในหัวข้อประชาชน จากนั้นก็หมกมุ่นกับความคิดของตัวเองในเรื่องนี้ กระทั่งพร้อมทะเลาะกับประชาชนที่มีชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อสนองอัตตาตัวเอง …

อีกบทความหนึ่ง เป็นหนังสือที่ช่วงนี้เราอ่านก่อนนอน When Things Fall Apart เมื่อทุกอย่างพังทลาย หนทางฝึกใจในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เขียนโดย เพม่า โชดรัน แปลโดย วิจักขณ์ พานิช และ อัญชลี คุรุธัช ในบทที่ 12 “เติบโต” ได้เขียนไว้ดังนี้

… อย่างไรก็ดี เมื่อเรานั่งลงภาวนาและดูจิตใจของเราอย่างซื่อตรง มีแนวโน้มว่ามันจะกลายเป็นโครงการอันน่าหดหู่และเศร้าหมอง เราอาจสูญเสียอารมณ์ขัน และนั่งอยู่กับความแน่วแน่อันเคร่งขรึมเพื่อจัดการความวุ่นวายทั้งหมดนี้อย่างถึงที่สุด หลายคนพอปฏิบัติแบบนี้เรื่อยๆ ไประยะหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกผิดและเคร่งเครียดมากจนแทบเสียสติ จากนั้นพวกเราก็อาจระบายกับใครสักคนที่ไว้ใจว่า “ความเบิกบานในการปฏิบัติ อยู่ตรงไหนกันนะ?”

เพราะฉะนั้นนอกจากการเห็นอย่างชัดแจ้งแล้ว ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือความเป็นมิตร ดูเหมือนหากปราศจากความชัดเจนและความซื่อสัตย์ เราก็จะไม่ก้าวหน้าไปไหน เราจะยังติดอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้เหมือนเดิม แต่ความซื่อตรงอันปราศจากไมตรีจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดและก้าวร้าว แล้วในไม่ช้าก็จะรู้สึกหวานอมขมกลืน เราหมกมุ่นอยู่กับการครุ่นคิดพิจารณาเสียจนไม่มีความสุขหรือความซาบซึ้งใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเอง ในชีวิตเรา และในความงี่เง่าของคนอื่น ท่วมท้นไปหมด นี่คือสาเหตุที่เราจำเป็นต้องเน้นเรื่องไมตรีให้มาก

พอได้อ่านบทความทั้งสอง มันก็ย้อนไปเกี่ยวพันกับปณิธานปี 2556 ของเรา ที่พูดถึงเรื่อง “ความรักความเมตตา” ทั้งต่อผู้อื่นและต่อตนเอง คงต้องพยายามระลึกเรื่องนี้เอาไว้ในใจต่อไปนะ :)

ทางม้าลาย

28/01/2013 - Leave a Response

แถวบ้านเราจะมีทางม้าลายไว้สำหรับข้ามถนน ทางม้าลายที่นี่พิเศษหน่อยตรงที่เป็นทางม้าลายที่อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล ดังนั้นจึงมีสัญญาณไฟข้ามถนนติดตั้งไว้ตรงทางม้าลายที่นี่ด้วย คนที่ข้ามทางม้าลายที่นี่จึงค่อนข้างปลอดภัยเพราะก่อนจะข้ามก็กดปุ่มให้สัญญาณไฟนับถอยหลัง เมื่อถึงเวลาก็จะเป็นสัญญาณไฟแดง สั่งให้รถหยุดเพื่อข้ามทางม้าลาย…

จริงๆ มันควรจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่เราเล่ามาข้างต้นนะ แต่ในสภาพความเป็นจริง ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้งานทางม้าลายนี่เกือบทุกวัน การข้ามทางม้าลายตรงนี้ ตรงที่มีไฟแดงกำกับด้วย มันเหมือนกับการข้ามถนนปกติที่ไม่มีทางม้าลายหรือไฟแดงเลย!!! ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ได้

ทุกๆ ครั้งที่เราข้ามถนนบริเวณนี้ ก็จะพยายามข้ามถนนตรงทางม้าลายนี้ แล้วก็คอยสังเกตพฤติกรรมคนขับรถว่าหยุดให้คนข้ามมากน้อยแค่ไหน เหตุการณ์ที่มักจะเกิดก็คือ รถใหญ่เช่น รถเมล์ และรถเล็ก พวกรถมอเตอร์ไซค์ แทบไม่เคยหยุดให้เราข้ามตอนไฟแดงเลย ส่วนรถเก๋ง รถแท็กซี่ ก็แล้วแต่คัน ประมาณ 30% มั้งที่หยุดให้เราข้าม ที่เหลือเราต้องหยุดให้รถเหล่านั้นไปก่อน แล้วค่อยๆ หาจังหวะข้ามเอาเอง

พฤติกรรมของการไม่หยุดรถให้คนข้ามถนน (แม้ที่นั้นจะเป็นทางม้าลายและมีไฟแดงกำกับด้วย) ทำให้เราอยากรู้ว่าทำไมพวกเค้าถึงไม่หยุด ทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งที่เรานึกออกคือ กลัวว่าชะลอหยุดแล้วรถคันหลังจะรำคาญหรือบีบแตรไล่เอา หรือไม่อาจเป็นความเคยชินที่พวกเขาแทบไม่เคยหยุดรถให้คนข้ามถนนอยู่แล้ว คิดว่ารถยนต์มีสิทธิในการใช้ถนนมากกว่าคนเดินถนน เพราะฉะนั้นชั้นขอไปก่อนนะ :)

สถานการณ์ที่รถยนต์เห็นคนเดินถนนมีความสำคัญด้อยกว่าตนเอง เราว่าก็คล้ายๆ กับคนที่เห็นมด อยู่ในซิงค์อ่างล้างจาน ก็ไม่ได้สนใจอะไร เปิดน้ำไหลล้างจานและล้างมดเหล่านั้นไหลลงท่อไป สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่า เพราะคนขับรถยนต์ไม่เข้าใจหัวอกของคนข้ามถนน สถานการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้น

เรื่องราวความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมทุกวันนี้ ต้นตอสำคัญประการหนึ่งคือ “การไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา”นั่นเอง เราคิดว่าการที่เราจะทำให้เกิดความเข้าใจกันได้ ในส่วนหนึ่ง สังคมอาจจะต้องมีกลไกอะไรบางอย่างที่ผลักดันทำให้คนที่ต่างกันได้เรียนรู้เข้าใจซึ่งกันและกัน หากคนขับรถยนต์เคยมีประสบการณ์การข้ามถนนแล้วไม่ให้ใครหยุดรถเมื่อมีไฟแดง เขาคนนั้นก็น่าจะหยุดรถให้คนข้ามถนน ถ้าคนขับรถยนต์เคยขับจักรยานบนท้องถนนบ้าง เขาก็น่าจะขับรถยนต์อย่างมีน้ำใจให้พาหนะร่วมถนนคันอื่นๆ ถ้าผู้บริหารในบริษัทเคยเข้าไปนั่งกินข้าวในโรงอาหารโดยไม่สั่งลูกน้องให้เตรียมการ โรงอาหารแห่งนั้นก็น่าจะมีคุณภาพดีขึ้น ถ้าคนที่ก่นด่าทหาร เคยเข้าไปฝึกหรือสัมผัสชีวิตพลทหาร เขาก็จะเรียนรู้แง่มุมดีๆ ของทหารบ้าง ฯลฯ

แน่นอนว่ากลไกที่ทำให้เราได้เรียนรู้เข้าใจคนที่ต่างจากเรา ไม่สามารถทำให้เิกิดขึ้นได้ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นอีกทางหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเราเองด้วย ว่าจะนำพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้คนที่ต่างจากเรา ทำใจเปิดกว้างยอมรับความแตกต่างเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน ต้องขอบคุณโลกอินเตอร์เน็ตในยุคนี้ที่ทำให้เราสามารถหาข้อมูลข่าวสารในโลกที่โดยปกติเราไม่สามารถพบเจอเรื่องเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ากฎหมายบางมาตรา บางข้อ สร้างความเดือดร้อนความทุกข์ให้กับคนคนหนึ่งได้มากมายขนาดไหน ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างบ้าคลั่งของเรา ต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตอันเลวร้ายของคนงานผู้ผลิตมันขึ้นมาหรือคนที่รับผลกระทบจากขยะเหล่านี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ต้องร่อนเร่เดินทางอย่างลำบาก เนื่องจากไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ฯลฯ

หากวันใดที่เราได้มีโอกาสขับรถยนต์ คงต้องเตือนตัวเองให้อย่าลืมการข้ามถนนอย่างยากลำบากในวันนี้ และเมื่อวันนั้นที่เราได้ขับรถยนต์ เราคงจะได้สัมผัสอารมณ์ต้องเบรกหรือหักหลบกะทันหันเนื่องจากมีคนข้ามถนนตัดหน้า ตรงทางที่ไม่ใช่ทางม้าลายบ้างล่ะ :P

สิ่งบ่งชี้ 12 อย่างของการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ

11/01/2013 - Leave a Response

ไปเจอข้อความนี้แชร์ผ่าน facebook ของคุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ประทับใจเลยเซฟมาอ่านในมือถือ และคิดว่าเอามาแปะในนี้ด้วยดีกว่า :)

สิ่งบ่งชี้สิบสองอย่างของการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ

1. มีแนวโน้วที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเอง มากกว่าจะทำให้มันเกิดขึ้น
2. อมยิ้มอย่างปุบปับบ่อยครั้ง
3. สำนึกในความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นและธรรมชาติ
4. จิตใจเปี่ยมปิติบ่อยครั้ง
5. มีแนวโน้มที่จะทำสิ่งต่างๆ ไปตามภาวะวิสัย ไม่ใช่ด้วยความกลัวจากประสบการณ์ในอดีต
6. ไม่พลาดที่จะรื่นรมณ์กับชั่วขณะต่างๆ ของชีวิต
7. สูญเสียความสามารถในการวิตกกังวล
8. หมดความสนใจในข้อขัดแย้ง
9. หมดความสนใจในการตีความหมายการกระทำของผู้อื่น
10. หมดความสนใจในการตัดสินผู้อื่น
11. หมดความสนใจในการตัดสินตนเอง
12. มีพัฒนาการที่จะรักโดยไม่หวังผลตอบแทน

– แปลโดย ลาภลอย วานิชอังกูร

ต้นฉบับมาจาก http://www.recoverytradepublications.com/blog.html?entry=12-symptoms-of-a-spiritual

12 Symptoms of a Spiritual Awakening

1. An increased tendency to let things happen rather than make them happen.
2. Frequent attacks of smiling.
3. Feelings of being connected with others and nature.
4. Frequent overwhelming episodes of appreciation.
5. A tendency to think and act spontaneously rather than from fears based on past experience.
6. An unmistakable ability to enjoy each moment.
7. A loss of ability to worry.
8. A loss of interest in conflict.
9. A loss of interest in interpreting the actions of others.
10. A loss of interest in judging others.
11. A loss of interest in judging self.
12. Gaining the ability to love without expecting anything in return.

ย้อนดูปี 2555

31/12/2012 - 2 Responses

newyear2013

ปี 2555 เป็นปีที่ดีสำหรับเราทีเดียว รู้สึกว่าอะไรหลายๆ อย่างมันดีขึ้นกว่าปี 2554 ในเรื่องหน้าที่การงาน ก็เปลี่ยนแปลงมาอยู่ในตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่น่าพอใจ งานที่ได้ทำก็มีอะไรให้เรียนรู้มากมายและเป็นงานที่ท้าทายในสายตาของเรา ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น ปีหน้าต้องเอาตัวอย่างความเป็นมืออาชีพ (และไม่มืออาชีพ) ที่ได้เห็นมาพัฒนางานของตนเองให้ดีขึ้นกว่านี้

เรื่องสุขภาพถือเป็นอีกปีที่ผ่านพ้นมาได้โดยไม่ป่วยไข้อะไรหนักหนา จะมีที่กังวลบ้างก็ตรงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว แม้เราจะออกกำลังกายคือแบดมินตันและวิ่งอยู่เป็นประจำ แต่นิสัยการกินมากเกินพอดีคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายเรารู้สึกอึดอัดน้อยลง และใส่เสื้อผ้าชุดเดิมต่อไปได้ 555 ดังนั้นปีหน้าเรามีเป้าหมายเรื่องสุขภาพสองอย่างคือ น้ำหนักที่ลดลงเหลือสองหลัก กับได้ลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ซักหนึ่งรายการ  :D

ปีนี้หนังส่วนใหญ่ที่ได้ดูจะดูในโรงหนัง สาเหตุคือไม่ค่อยมีเวลาดูหนังแผ่นจึงต้องบังคับตนเองให้ดูในโรงไปเลย ส่วนอนิเมชั่นรู้สึกจะดูน้อยลงกว่าปีที่แล้วนะ หนังสือที่อ่านในปีนี้ส่วนใหญ่จะออกแนวปรัชญา พัฒนาจิตใจ ศาสนา มากกว่าแนววรรณกรรม เรายืมหนังสือจาก TK park น้อยลง และซื้อมาอ่านเองมากขึ้น คงเป็นเพราะหนังสือแนวจิตใจมันพลิกมาอ่านได้บ่อยๆ ไม่เหมือนวรรณกรรมจบแล้วจบเลย

อีกเรื่องที่ชอบคือปีนี้มี podcast ให้ฟังอยู่ตลอด ทั้ง changkui (โดยเฉพาะ ช่างคุยรายวัน) และ witcast ฟังแล้วสนุกสนานได้สาระมากๆ ถือเป็นแหล่งความรู้อีกทางที่เราฟังตลอดเวลาเดินทาง และคิดว่าเมืองไทยยังมีพื้นที่ให้สื่อประเภทนี้เติบโตต่อไป ขอเอาใจช่วย

การเดินทางในปีนี้ถือเป็นปีทอง เพราะได้ไปเยือนญี่ปุ่นและอังกฤษ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เราอยากไปมากที่สุด ครั้งนี้ได้ไปโตเกียว ได้เที่ยวเต็มอิ่มจนหายอยากเลยทีเดียว แต่ถ้ามีโอกาสก็ยังอยากไปญี่ปุ่นอีก ลองไปเมืองอื่นดูบ้าง ส่วนการเดินทางที่อังกฤษเราเดินทางไปคนเดียว (เพิ่งเคยเดินทางต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก) เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เรื่องที่เราประทับใจมากของการเดินทางไปทั้งสองประเทศคือ การได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่และเพื่อนเก่าจากเมืองไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เราซาบซึ้งถึงน้ำใจของพวกเขามากๆ ขอบคุณตนเองและโชคชะตาที่ทำให้เราได้เดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง ได้เปิดโลก ฝึกการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ หวังว่าปีหน้าคงจะมีการเดินทางทีดีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีการเดินทางในประเทศ โดยเฉพาะทริปที่เพื่อนชมรมมหาวิทยาลัยนัดรวมตัวกัน และการเดินทางเรียนรู้กับกลุ่มอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ก็เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าเช่นกัน

ในเรื่องความสัมพันธ์ รู้สึกดีใจที่เรายังคงรักษาและพัฒนาสัมพันธภาพกับคนรอบตัวได้อย่างดี อีกทั้งมีคนดีๆ เข้ามาในชีวิตเรามากมายในปีนี้ การรักษาความสัมพันธ์โดยให้น้ำหนักกับความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นอย่างเหมาะสมมันเป็นศิลปะนะ นอกจากนี้ยังมีบางเหตุการณ์ที่สอนให้เรารู้จักการ “ปล่อยวางความสัมพันธ์” ก็คงต้องเรียนรู้ศิลปะเรื่องนี้กันต่อไป อย่างไรก็ในปี 2555 ตามภาพรวมในเรื่องนี้สำหรับเราถือว่าพึงพอใจมาก

ปีหน้า ปี 2556 ปณิธานหลักที่เราอยากจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมคือเรื่อง “ความรักความเมตตา” เราพบว่าสังคมเรามีการปะทะกันทางความคิด เหตุผล ความเชื่อที่ต่างกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบนโลกอินเตอร์เน็ตและโลกแห่งความเป็นจริง มีบางเหตุการณ์สอนให้เราตระหนักได้ว่า แม้เราจะเป็นผู้ชนะในการถกเถียงแต่หากท่าทีของเราเป็นไปด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่ได้ให้ความเคารพความรักความเมตตาต่ออีกฝั่งหนึ่ง ชัยชนะนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่อยากให้ตัวเราเติบโตพัฒนาเป็นคนที่เก่งมีความสามารถแต่ขาดหัวใจที่คิดถึงผู้อื่นหรือฝั่งตรงข้ามที่มีความเชื่อต่างจากตน อีกเรื่องที่สำคัญนอกจากการคิดถึงผู้อื่น คือต้อง “รักตนเอง” ไม่ปล่อยให้ความคิดเราทำร้ายตัวเองด้วย หวังว่าปีหน้าในเรื่องนี้เราคงจะทำได้ดีขึ้นนะ

สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ ขอให้มีความสุขในเส้นทางที่ตนเองเลือกเดิน :)

movies 2012

25/12/2012 - Leave a Response

สมัยก่อนเวลาดูหนังเสร็จ เราจะบันทึกความรู้สึกถึงหนังเรื่องนั้นลงบล็อก แต่ก็โพสบ้างไม่โพสบ้างตามอารมณ์และระดับความขยัน ทำให้การบันทึกหนังที่ได้ดูตกหล่นไปมาก ปีนี้จึงลองปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นแนวพูดสั้นๆ ใน twitter พร้อมทั้งจดความเห็นและเกรดลงใน google drive ซึ่งทั้งปี 2012 นี้ รวบรวมรายชื่อหนังโรงและหนังแผ่น (หนังที่ไม่ได้ดูในโรงหนัง อาจจะเป็นหนังดีวีดี โหลดบิต หรือดูในทีวี) ที่ได้ดู พร้อมเกรดความชอบส่วนตัวได้ดังนี้ :)

หนังโรง

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 Jiro Dream of Sushi A
2 Midnight in Paris B+
3 My Week with Marilyn B+
4 Moneyball A
5 The Art of Love (L’Art d’aimer) B
6 The Artist B+
7 A Dangerous Method B
8 Hugo B+
9 The Descendants B
10 Shame B+
11 I wish A+
12 The Hunger Games A
13 Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ A
14 From Up On Poppy Hill B+
15 Always 3: Sunset on Third Street ’64 A
16 The Avengers B
17 The Flowers of War A+
18 Moonrise Kingdom B
19 Chernobyl Diaries C+
20 อันธพาล B
21 The Dark Knight Rises A
22 To Rome with Love B+
23 รัก 7 ปี ดี 7 หน B+
24 ซัมบาลา B
25 Painted Skin: The Resurrection (Painted Skin 2) B+
26 The Perks of Being a Wallflower A+
27 36 B+
28 Argo A
29 Looper B+
30 Wolf Children A
31 Cloud Atlas A
32 The Impossible B
33 Premium Rush B
34 Life of Pi A

หนังแผ่น

ลำดับ ชื่อ เกรด
1 The Girl with the Dragon Tattoo (Swedish movie ) B+
2 Don’t Laugh at My Romance (人のセックスを笑うな) C+
3 Samurai Fiction B+
4 Another Earth B+
5 The Help A
6 ฝนตกขึ้นฟ้า B
7 Colorful (カラフル) B+
8 13 Assasins B
9 It Happened One Night B+
10 Letters to Juliet A
11 The Intouchables B
12 Liar Game Reborn C+
13 The Seagull Diner A
14 A Simple Life A+
15 Dear Doctor A
16 I Just Didn’t Do It A+
17 Margin Call A
18 Love Lifting B
19 Love And Other Drugs B+
20 Life Without Principle B+
21 Elles C+

ป.ล. ซีรีส์ทั้งแบบที่คนแสดงและอนิเมชั่นไม่ได้จดไว้แฮะ ปีหน้าคงต้องลองจดบันทึกพวกนี้ดูบ้าง

จิตว่าง

18/12/2012 - 5 Responses

วันนี้เราไปวิ่งออกกำลังกาย หลังจากห่างหายไปนานตั้งแต่ตอนวิ่งมินิมาราธอนในงานกรุงเทพมาราธอนกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ร่างกายเราช่วงนี้อ้วนอืดขึ้นเยอะมาก คงเป็นเพราะช่วงนี้มีกิจกรรมสังสรรค์ ประชุม สัมมนาบ่อยเลยกินเยอะบวกกับออกกำลังกายค่อนข้างน้อย รู้สึกอึดอัดน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจริงๆ จึงคิดว่าเริ่มเข้าภารกิจลดน้ำหนักดีกว่า 555

เราวิ่งที่ฟิตเนสในที่ทำงาน วันนี้กะจะวิ่งซัก 9 กิโล โดยไม่จำกัดว่าต้องวิ่งให้ได้ภายในกี่นาที วิ่งไปเรื่อยจนถึงระยะที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเราจะมีจังหวะความเร็วที่วิ่งบนสายพานแล้วสบายๆ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ประมาณ 8.5 km/h

พอได้วิ่งจริง ก็รู้เลยว่าร่างกายที่ห่างหายจากการฝึกซ้อมมันไม่ฟิตขนาดไหน วิ่งได้ประมาณ 5 km ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เลยเดินพักเหนื่อย 2 นาที แล้วก็วิ่งต่อ ระหว่างวิ่งก็ฟังเพลงจังหวะคึกคักกระตุ้นกำลังใจไปด้วยตามที่เคยทำ คราวนี้เลือกใช้บริการเพลงของ Jamiroquai, Ladies Mafia (จอยซ์ พริบพรี) และ T-Square จนกระทั่งมาถึงวิกฤตเอากิโลเมตรที่ 7 ที่เริ่มเหนื่อยมาก ใจหนึ่งก็ไม่อยากหยุดเดิน เพราะพักมาแล้วหนหนึ่ง (สมัยก่อนวิ่ง 10 km ไม่พักยังทำได้เลยนี่นา) แล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงกิโลเมตรที่ 9 หนอ ตัวเลขบอกระยะทางก็วิ่งไปอย่างช้าๆ เพลงที่ฟังก็ไม่สามารถกระตุ้นความฮึดได้แล้ว ร่างกายเริ่มบอกว่าหยุดเถอะ เหงื่อหยดติ๋งๆ นองสายพาน ริมฝีปากแห้งผาก ตาก็เริ่มพร่า สมองก็เริ่มชา ขาเริ่มก้าวไม่ออก …

แต่ทันใดนั้นเอง หูที่ได้ยินเพลง TAKARAJIMA (宝島) ที่กำลังเล่นอยู่ กับสายตาที่มองภาพตัวเองสะท้อนกระจกบนหน้าต่างข้างหน้า มันทำให้เรากลับมามีสติรู้สึกตัวอีกครั้ง! ใจที่มัวแต่คิดว่าเหลือระยะทางอีกเท่าไหร่มันก็หายไป เหลือแต่ภาพตัวเองที่กำลังวิ่งอยู่ ชั่วขณะนั้นเรารู้สึกตระหนักในคำพูดว่า “ใส่ใจในเหตุ ไม่ต้องคาดหวังในผล” หรือคำพูดของพระที่สอนให้เราเฝ้าดูความคิดของตนเอง พอเราเฝ้าดู อาการกังวลว่าวิ่งไปเท่าไหร่ เหลืออีกเท่าไหร่มันก็หายไป มีแต่ร่างกายที่วิ่งๆๆๆ สะท้อนไปในกระจก สภาวะขณะนั้นเรารู้สึกว่ามันเจ๋งดีแฮะ อาการที่เข้าโหมดอะไรซักอย่าง ใจก็รู้นะว่ากำลังทำอะไร แต่ความคาดหวังว่าเราจะบรรลุเป้าหมายมั้ยมันจางไป เราหวนไปนึกถึงประสบการณ์การเดินธรรมยาตราของหลวงพ่อไพศาล วิสาโลที่เคยฟัง ตอนนี้เราคงจะได้สัมผัสกับสภาวะนั้นเหมือนกับที่ท่านเคยประสบ เราอยากจะยืดระยะเวลาการเฝ้ามองตัวเองอยู่ในโหมดนี้ในมันนานออกไปจริงๆ เพราะสถานการณ์ในชีวิตประจำวันมันไม่ค่อยสังเกตเห็นเท่าไหร่

พอหันมาดูตัวเลขบอกระยะวิ่งอีกที ก็ถึง 9 กิโลเมตรไปเรียบร้อยแล้ว :)

อยากจะบันทึกอารมณ์ที่อยู่ในโหมดนั้นไว้ การสังเกตเห็นชัดถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ สะท้อนออกมาเป็นการกระทำที่วัดได้ มันคงคล้ายกับที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “จงทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง” ล่ะมั้ง หวังว่าถ้ามีโอกาสคงจะได้เข้าโหมดนี้อีกนะ

ตกปลา

27/10/2012 - One Response

fishing 2012-10-27

ไม่ได้ไปริมแม่น้ำแถวบ้านมานาน ตอนเย็นวันนี้อากาศดี เราไม่มีธุระอะไรเลยปั่นจักรยานออกจากบ้านพร้อมกับหิ้วหนังสือภวังค์ภาวะของคุณพจนา จันทรสันติ ติดมือออกไปอ่านด้วย

เมื่อไปถึงริมแม่น้ำก็พบคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ เราคิดว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การหาปลามากินหรือความสนุกจากการได้ล่าสัตว์หรอก เป้าหมายหลักน่าจะเป็นการเฝ้าดูแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง นั่งฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ดูเรือที่แล่นไปมา ดูท้องฟ้า ดูเมฆ แสงแดด นก เครื่องบิน ฯลฯ คงเป็นเป้าหมายเดียวกันกับที่เรามาในวันนี้

พวกเขาต่างวางคันเบ็ดที่ตวัดลงน้ำแล้วไว้ข้างๆ แล้วก็นั่งมองออกไปที่แม่น้ำ ไร้เสียงพูดคุยกัน กิจกรรมหลักคือการมองออกไปที่แม่น้ำ หลังจากเรามาถึงที่นี่ก็มีพี่อีกคนขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา แกยิ้มให้เรา แล้วเดินไปหาที่เหมาะๆ ถือคันเบ็ด ตวัดสายเบ็ดลงแม่น้ำ ควักบุหรี่ออกมาสูบแล้วก็นั่งมองดูแม่น้ำเงียบๆ คนเดียว…

เวลาเราออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติต่างๆ ทั้งภูเขา ทะเล กิจกรรมหนึ่งที่เรานิยมทำกันก็คือ การไปดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตในเมือง การเฝ้าดูพระอาทิตย์ตกก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเหลวไหลเสียเวลา บางครั้งเราก็ไม่รู้สึกเลยว่าท้องฟ้าได้เปลี่ยนจากความสว่างเป็นความมืดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

วันนี้เรานั่งริมแม่น้ำ เฝ้าดูท้องฟ้าช่วงเย็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีฟ้า กลายเป็นสีส้ม เป็นสีม่วง จนกลายเป็นสีดำ พระจันทร์ยามเย็นดวงกลมเล็กสีขาวก็ค่อยๆ กลายเป็นสีเหลืองทอง พร้อมกับเปล่งรัศมีกลายเป็นพระจันทร์ทรงกลด แสงสะท้อนพระอาทิตย์บนผิวน้ำก็กลายเป็นแสงสะท้อนจากพระจันทร์สีเงินยวง เสาไฟริมถนนบนสะพานพระปกเกล้าและสะพานพุทธก็สว่างขึ้นมาจากสวิตช์แสงอัตโนมัติพร้อมกับไฟจากอาคารริมแม่น้ำ เรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับนักท่องเที่ยวจากตอนเย็นที่เปิดเพลงของเติ้งลี่จวินดังกระหึ่ม ก็กลายเป็นเรือที่ประดับประดาด้วยแสงไฟสีสันสดใส… ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาทีแห่งความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ รอยต่อแห่งกลางวันและกลางคืน เราสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ถ้าตั้งใจจะมองอย่างแท้จริง

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เราหวนคิดไปถึงกฏธรรมชาติสำคัญ 3 เรื่องที่พร่ำสอนกันในพระพุทธศาสนา กฎแห่งไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราท่องมันได้ตั้งแต่เด็ก แต่เรายังคงลืมเรื่องเหล่านี้อยู่บ่อยๆ คิดว่าสิ่งต่างๆ จะคงอยู่ตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์ คิดว่าชีวิตต้องมีแต่ความสุข คิดว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นตัวเราของเรา เมื่อไหร่กันเราถึงจะกลับมาตระหนักกฎธรรมชาติ 3 ข้อนี้

ชีวิตคนในเมืองสมัยนี้บางทีมันก็เร็วไปจนเราลืมสังเกตเรื่องราวเหล่านี้ เราคงต้องหาเวลาอยู่นิ่งๆ เฝ้าดูธรรมชาติที่อยู่ใกล้ตัวเช่นนี้บ้าง อย่าให้พี่ๆ นักตกปลาหัวเราะเยาะเอา :)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.